Undetectable = Untransmittable | ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่

Undetectable = Untransmittable ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่

เอชไอวี เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายจะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกาย จึงทำให้ผู้ป่วยมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงจนในที่สุด ร่างกายของผู้ป่วย ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ และอาจเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ หากผู้ที่รับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง นานกว่า 6 เดือนขึ้นไป อาจจะตรวจไม่เจอเชื้อ (Undetectable) เพราะปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีในเลือดต่ำกว่า 50 coppies / ซีซีของเลือด ซึ่งมีปริมาณน้อยจนตรวจไม่พบ และไม่แพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้(Untransmittable)

U=U คืออะไร ?

เนื้อหาสรุป

  • U ตัวแรกคือ Undetectable หมายถึง ตรวจไม่เจอเชื้อ
  • U ตัวที่สองก็คือ Untransmittable หมายถึง ไม่สามารถแพร่เชื้อต่อได้ 

U = U หรือ Undetectable = Untransmittable  หรือ ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ คือ ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี แล้วกินยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว และทานยาตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง จนกดปริมาณไวรัสให้มีจำนวนลดลงจนถึงระดับที่ ไม่สามารถตรวจหาไวรัสในเลือดพบ คือ ผลการตรวดวัดเชื้อเอชไอวีในเลือดของผู้ติดเชื้อมีค่าน้อยกว่า 50 coppies / ซีซีของเลือด และมีหลักฐานชัดเจนว่า คนเหล่านี้จะไม่แพร่เชื้อไปสู่คู่นอนของตัวเอง

ทำไมถึงตรวจเอชไอวีไม่เจอ ?

ตรวจไม่พบเชื้อ เพราะตรวจเร็วเกินไปผู้ที่ได้รับความเสี่ยงมา บางบุคคลอาจจะใจร้อน รีบตรวจเกินไป ซึ่งการตรวจเอชไอวีที่ดีนั้น จะมีระยะเวลา และวิธีที่เหมาะสม และเวลาที่ได้รับความเสี่ยงมา โดยประมาณ 1 เดือนหลังจากได้รับความเสี่ยง ถึงจะค่อนข้างน่าเชื่อถือ สำหรับการตรวจรอบแรก การตรวจเอชไอวีรอบแรกหากตรวจไม่พบ ก็ควรจะตรวจซ้ำอีกครั้งที่ทุกๆ 30 วัน เป็นเวลา 3 เดือน หากไม่พบเชื้อถึงจะสามารถปิดเคสได้
ตรวจไม่พบเชื้อ เนื่องจากรับประทานยาต้านไวรัสผู้ที่รับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ในทุกๆ วัน มานานกว่า 6 เดือนขึ้นไป อาจจะตรวจไม่เจอเชื้อ (undetectable) เพราะปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีในเลือดต่ำกว่า 50 coppies / ซีซีของเลือด ซึ่งมีปริมาณน้อยจนตรวจไม่พบ จึงไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้
ข้อดีของ U = U

ข้อดีของ U = U

สำหรับคนทั่วไป

Quicky

ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือผู้ที่ไม่เคยไปตรวจเลือดเลย กล้าที่จะไปตรวจและเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาในทันทีหากตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี นำไปสู่รักษาจนตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวี นอกจากจะไม่ป่วยแล้ว ยังสามารถมีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป

สำหรับสังคม 

เมื่อสังคมมีความเข้าใจเรื่อง U = U แล้ว อาจทำให้การรังเกียจ และกีดกันผู้ติดลดลง สนับสนุนให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษา ไม่มีเหตุผลในการห้ามไม่ให้เข้าทำงาน เพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการรักษาแล้ว ไม่เป็นอันตรายต่อคู่นอนของเขาแม้จะไม่ใส่ถุงยางอนามัยก็ตาม และไม่เป็นอันตรายต่อคนในที่ทำงาน อีกทั้งผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัส จะมีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุขัยเท่าคนอื่น ๆ ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรได้ไม่แตกต่างจากคนที่ไม่ติดเชื้อ และไม่เพิ่มภาระค่ารักษาพยาบาลให้กับองค์กร เพราะรัฐรับภาระการรักษาพยาบาลให้ผู้ติดเชื้อทุกคน

สำหรับผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี

มีแรงจูงใจในการกินยาต่อเนื่อง หมั่นไปตรวจหาปริมาณไวรัสในเลือดทุกปีตามสิทธิ์ และทำให้รับรู้สถานะของตนว่า ตรวจไม่เจอจริงหรือไม่ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น มีครอบครัวได้ สุขภาพจิตดีขึ้น มีความมั่นใจตนเองมากขึ้น กล้าตัดสินใจเปิดเผยผลเลือดของตนให้คู่นอนทราบ กล้าชวนคู่ไปตรวจเอชไอวี กล้าตัดสินใจตั้งครรภ์ และเลิกโทษตัวเองว่าอาจเป็นเหตุทำให้คู่ของตนติดเชื้อ เพราะไม่สามารถใส่ถุงยางอนามัยได้ทุกครั้ง รวมถึงลดความกลัวในการคุยกับหมอ เช่น หากหมอถามว่าใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งหรือเปล่า ก็ตอบว่าใส่ทุกครั้งเพราะเกรงใจหมอ ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตจริงทำไม่ได้ทุกครั้ง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี จะต้องรับประทานยาให้ตรงเวลา รวมไปถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่ทำให้เกิดการรับเชื้อใหม่ ผู้ที่รับประทานยาต้านไวรัสนานกว่า 6 เดือนขึ้นไปจะอยู่ในสถานะ Undetectable = Untransmittable (U=U) หรือ ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยมีการตรวจสอบแล้วว่าเชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก 

Similar Posts

  • เอดส์ คืออะไร? รู้ไว้ป้องกันได้

    เอดส์ เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุดของสาธารณสุขระดับโลกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ตั้งแต่การเริ่มต้นในช่วงต้นของยุค ค.ศ. 1980 เมื่อนักวิจัยพบว่ามีผู้ติดเชื้อเอดส์จำนวนมาก ไม่เพียงแค่เกิดการสูญเสียเป็นล้านๆ แต่ยังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสุขภาพ วิทยาศาสตร์ และทัศนคติทางสังคมทั่วโลก โดยเริ่มมาจาก (HIV) ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมเสีย ทำให้ผู้ติดเชื้อเอดส์มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากโรคระบบภูมิคุ้มกันอื่น ๆ แม้มีการวิจัยและความก้าวหน้าในการรักษาและป้องกันเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่เอดส์ยังคงมีผลกระทบโดยสำคัญ โดยเฉพาะในที่ที่เข้าถึงการรักษาได้ยากหรือการเข้าถึงความรู้ในเรื่องนี้ได้น้อย

  • /

    ความสัมพันธ์ของค่า CD4 กับ Viral load ในผู้ป่วยเอชไอวี

    เมื่อเราติดเชื้อไวรัสเอชไอวีแล้ว ไวรัสเอชไอวีจะเจาะเข้าไปในเม็ดเลือดขาวภูมิคุ้มกัน เพื่อเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสเอชไอวี ทำให้ CD4 จำนวนลดลง  เมื่อ CD4  ลดลง ปริมาณ Viral Load เพิ่มขึ้น  เมื่อมีเชื้อเอชไอวี( HIV) อยู่ในร่างกายนานๆ …

  • /

    เพร็พ (PrEP) ป้องกันการติดเชื้อ HIV จริงหรือ

    เพร็พ (PrEP) ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis คือยาที่ใช้ในการป้องกันเชื้อเอชไอวี (HIV) ก่อนการสัมผัสโรค หรือสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับหรือสัมผัสเชื้อ HIV แต่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เช่น ไม่ใส่ถุงยางอนามัยในขณะมีเพศสัมพันธ์ มีคู่นอนหลายคน ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อประมาณร้อยละ…

  • PrEP หนึ่งทางเลือกเพื่อป้องกันเอชไอวี

    การป้องกันการติดเชื้อ HIV (Human Immunodeficiency Virus) เป็นเรื่องสำคัญที่ควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในที่ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่ง PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส HIV PrEP นั้นเป็นการป้องกันก่อนที่จะเกิดการถูกติดเชื้อ ในบทความนี้เราจะมาดูเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับ PrEP และวิธีที่ช่วยให้ป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • Love2Test: ตัวเลือกการเข้าถึงการตรวจและรักษาเอชไอวี ในประเทศไทย

    เอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ การตรวจหาเชื้อและการรักษาอย่างทันท่วงทีช่วยลดการแพร่ระบาดและสอดคล้องกับเป้าหมายของ UNAIDS ที่ต้องการให้ผู้ติดเชื้อ 95% ทราบสถานะของตนและได้รับการรักษาจนสามารถควบคุมปริมาณไวรัสได้ Love2Test.org แพลตฟอร์มจากมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจเอชไอวี การรับ PrEP และ PEP รวมถึงบริการบำบัดฮอร์โมน โดยเน้นความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และการจองคิวออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชันมือถือ และ Line Official Account พร้อมเครือข่ายคลินิกทั่วประเทศเพื่อการเข้าถึงบริการที่สะดวกและเท่าเทียมบทความนี้จะนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับLove2Test.org รวมถึงขั้นตอนการใช้บริการ ข้อดีของแพลตฟอร์ม และวิธีการจองคิวผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตนเองและมีส่วนร่วมในการยุติการแพร่ระบาดของเอชไอวีในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ขั้นตอนตรวจเอชไอวี มีอะไรบ้าง

    วิธีเดียวที่จะรู้ได้ว่าคุณมีเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือไม่ ก็คือการตรวจเลือดเท่านั้น ปัจจุบันขั้นตอนการตรวจเอชไอวี ไม่มีความซับซ้อนยุ่งยากแต่อย่างใด แถมยังรู้ผลเร็ว ประหยัดเวลา ประหยัดเงินอีกด้วย เพราะคนไทยมีสิทธิตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง รวมทั้งน้อง ๆ วัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ก็สามารถตรวจเอชไอวีได้…