ชุดตรวจ HIV ราคาเท่าไหร่ ซื้อได้ที่ไหน ?

ชุดตรวจเอชไอวี ชุดตรวจเอดส์ เอชไอวี เอดส์ ตรวจเลือด ยาต้านไวรัสเอชไอวี โรคเอดส์

ถึงแม้การตรวจเอชไอวี ในปัจจุบัน จะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ใครก็สามารถเดินเข้าไปตรวจได้ ณ สถานพยาบาลทุกที่ ยิ่งหากคุณเป็นคนไทยที่ถือครองบัตรประจำตัวประชาชนอยู่ ก็สามารถได้รับสิทธิการตรวจเอชไอวีฟรี ปีละ 2 ครั้ง จากโรงพยาบาลรัฐที่มีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโรงพยาบาลที่คุณมีสิทธิประกันสังคมอยู่ ดังนั้น การที่รัฐเอื้ออำนวยให้การตรวจเลือดคัดกรองเชื้อไวรัสเอชไอวีง่ายขึ้น ทำให้กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงเข้ารับการตรวจได้อย่างรวดเร็ว และรู้ถึงสถานะเอชไอวีของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือเป็นการเข้าสู่กระบวนการรักษา หากผลเลือดบวก หรือติดเชื้อเอชไอวี หรือช่วยให้คน ๆ นั้นป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น หากผลเลือดเป็นลบ หรือไม่ติดเชื้อ

เสี่ยงแบบไหนควรตรวจ HIV

เสี่ยงแบบไหนที่ควรตรวจเอชไอวี

  • มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่สวมถุงยางอนามัย
  • มีการใช้เข็มฉีดยาเสพสารเสพติดร่วมกับผู้อื่น
  • ถุงยางอนามัยแตก รั่ว หรือฉีกขาดขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่นอนประจำของคุณ
  • โดนล่วงละเมิดทางเพศ หรือขาดสติขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ใช้อุปกรณ์สักหรือเจาะร่างกาย ที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกต้อง
  • โดนเข็มหรือมีดทิ่มต่ำ ในกรณีที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์

นอกจากนี้ ถึงแม้คุณจะไม่มีความเสี่ยงดังกล่าวมาข้างต้น การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี ถือเป็นหนึ่งสิ่งที่คุณควรใส่ใจเหมือนกับการตรวจสุขภาพประจำปีเลยทีเดียว เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าคู่นอนของเรามีความเสี่ยงกับคนอื่นหรือไม่ รวมถึงคู่สามีภรรยาที่ต้องการวางแผนมีลูกในอนาคต ก็ควรจะเข้ารับการตรวจเลือดทั้งคู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเอชไอวีส่งต่อผ่านแม่ไปยังลูกน้อยในครรภ์ได้ครับ

หากคุณติดเชื้อเอชไอวีขึ้นมาจริง ๆ และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ไวรัสจะค่อย ๆ เข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อ่อนแอ มีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย คุณก็จะป่วย และร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ เมื่อไม่ได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีจากแพทย์ อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อ อาจส่งผลต่อคนที่คุณรักที่อาจติดเชื้อจากคุณไปด้วย ถ้ามีเพศสัมพันธ์ที่ไม่สวมถุงยางอนามัย ดังนั้น การตรวจก่อน รู้ก่อน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากกับสุขภาพของคุณครับ

“ถึงจะรู้ว่าการตรวจ HIV ไม่ยุ่งยาก แต่ก็ยังไม่กล้าไปตรวจที่สถานพยาบาล”

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง จึงเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญ สำหรับผู้ที่ยังไม่สะดวกไปที่สถานพยาบาล เพื่อทำการเจาะเลือดตรวจเอชไอวี รอฟังผล และรับคำปรึกษาจากแพทย์ หรือในกรณีผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่สะดวกเดินทางเข้ามายังโรงพยาบาลในตัวเมือง หรือด้วยสถานการณ์โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ ณ ตอนนี้ ทำให้คนไม่อยากเสี่ยงออกนอกบ้าน ก็สามารถหาซื้อชุดตรวจนี้ไปใช้เพื่อการคัดกรองเอชไอวีเบื้องต้นได้ หรือคนที่ต้องการตรวจซ้ำ เพื่อยืนยันความมั่นใจ หลังจากตรวจเลือดเอชไอวีจากที่อื่นมาแล้ว

ชุดตรวจ HIV มีจำหน่ายออนไลน์และร้านขายยา
ขอบคุณภาพสินค้าจาก อินสติ (INSTI) ชุดตรวจเอชไอวี

รู้จักชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง

ชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง เป็นอุปกรณ์สำหรับการทดสอบเชื้อไวรัสเอชไอวี ผู้ตรวจจะเก็บตัวอย่างเลือด หรือน้ำในช่องปาก นำมาตรวจ และแปลผลเบื้องต้นด้วยตัวเอง วิธีการตรวจแบบนี้ มีความเป็นส่วนตัว สามารถตรวจที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดข้าวหรือน้ำแต่อย่างใด ทั้งนี้ แนะนำให้คุณทำการตรวจเอชไอวีซ้ำอีกครั้ง เพราะการตรวจด้วยชุดตรวจนี้ เป็นเพียงการคัดกรองเอชไอวีเบื้องต้นเท่านั้น ควรต้องคำนึงถึงระยะฟักตัว (Window Period) หลังจากที่มีความเสี่ยงมาด้วย และไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังทานยาต้านไวรัส หรือเพร็พ (PrEP) อาจทำให้ผลการตรวจไม่ถูกต้อง

ชุดตรวจ HIV ราคาเท่าไหร่ ซื้อได้ที่ไหน

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง ตามท้องตลาดที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน จะมีราคาที่แตกต่างกัน โดย 1 ชุดตรวจราคาประมาณ 500-700 บาทต่อชุด ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ และคุณภาพของชุดตรวจด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีจำหน่ายทางออนไลน์เป็นหลัก เป็นช่องทางที่ง่าย เพราะในสมัยนี้ใคร ๆ ก็มีมือถือและอินเตอร์เน็ตด้วยกันทั้งนั้น การติดต่อซื้อชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง ผ่านเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ จึงมีความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก เราแนะนำให้คุณติดต่อซื้อชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเองกับผู้นำเข้าสินค้าโดยตรง เพราะจะได้รับคำแนะนำในการใช้งานชุดตรวจที่ถูกต้อง หรือหากมีปัญหาใด ๆ ในการใช้ชุดตรวจก็สามารถกลับไปสอบถามได้ทันที และได้รับข้อมูลที่มีความถูกต้อง

อีกหนึ่งทางเลือก ณ ตอนนี้มีชุดตรวจ HIV ที่วางขายที่ร้านขายยาแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวก ในกรณีผู้ที่ต้องการตรวจเลือดในวันนั้นเลย ลดค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มเกี่ยวกับค่าขนส่ง หรือลดความไม่มั่นใจเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ลง เพราะชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง ที่มีจำหน่ายในร้านขายยา มีความน่าเชื่อถือ ไม่ต้องกลัวว่าเป็นของปลอม ของลอกเลียนแบบ หรือของนำเข้าผิดกฎหมายแต่อย่างใด ประโยชน์อีกข้อหนึ่ง หากคุณซื้อชุดตรวจผ่านร้านขายยา ผู้ซื้อยังสามารถขอรับคำแนะนำจากเภสัชกรที่จำหน่ายชุดตรวจได้ทันที เมื่อมีข้อสงสัยในการใช้งาน ทั้งนี้ผู้ซื้อควรพิจารณาถึงการเลือกซื้อชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง ดังต่อไปนี้

ข้อสังเกตุชุดตรวจ HIV
  1. ชุดตรวจควรมีเลขจดแจ้ง ที่ได้รับการอนุญาต จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถตรวจสอบได้จริง
  2. ได้รับมาตรฐานที่เชื่อถือได้ ตัวอย่างเช่น มาตรฐานสากล European Conformity (CE), มาตรฐานสากลจากองค์การอนามัยโลก WHO Pre-Qualified, มาตรฐานแคนาดา Health Canada เป็นต้น
  3. แสดงผลตรวจที่รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน และมีความแม่นยำสูง 99%
  4. มีคู่มือการใช้งานที่ละเอียด สามารถเข้าใจได้ง่าย และทุกคนสามารถตรวจได้ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน
  5. ผลิตจากบริษัทที่เป็นผู้นำ ด้านการวิจัยและพัฒนาชุดตรวจทางการแพทย์ระดับโลก
  6. สามารถตรวจหาเชื้อ HIV ได้ทั้ง 2 ชนิด คือ HIV 1 และ HIV 2

ทำอย่างไรเมื่อผลเลือดเป็นบวก

หากตรวจแล้วพบเชื้อ นอกจากจะทำการตรวจเอชไอวีซ้ำเพื่อยืนยันผลอีกครั้งแล้ว คุณสามารถติดต่อไปยังหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อขอรับคำปรึกษาและแนวทางในการรักษาเอชไอวีเบื้องต้นได้

สถานที่เว็บไซต์เบอร์โทรติดต่อ
ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย (คลีนิคนิรนาม)https://th.trcarc.org02-251-6711 ถึง 5
สายด่วน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)http://www.nhso.go.th1330
สายด่วน กรมควบคุมโรคhttps://ddc.moph.go.th1422
สายด่วน ปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อมhttp://www.aidsaccess.com1663
สายสบายใจhttp://www.rsat.info090-648-7407

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง ได้รับการปลดล็อคอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทย ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง สำหรับคนที่มีความเสี่ยง จะได้เข้าถึงการตรวจได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องลางาน หรือหลบ ๆ ซ่อน ๆ ใครเพื่อไปตรวจเลือดที่สถานพยาบาล แถมอุปกรณ์ชุดตรวจยังสามารถทำได้ง่าย และตรวจได้ตลอดเวลา ถือเป็นการดูแลสุขภาพของตนเองและรับผิดชอบต่อคนรักของคุณอีกด้วย เพราะหากคุณรู้สถานะเอชไอวีของตนเองได้เร็วเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้เร็วเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้เจ็บป่วย หรือไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะเข้าสู่ภาวะโรคเอดส์ และเสียชีวิตครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ขั้นตอนตรวจเอชไอวี มีอะไรบ้าง

HIV AIDS ไวรัสเอชไอวี เอดส์ ตรวจเลือด ตรวจเอชไอวี ตรวจเอดส์ ขั้นตอนตรวจเอชไอวี ผลตรวจเอชไอวี

วิธีเดียวที่จะรู้ได้ว่าคุณมีเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือไม่ ก็คือการตรวจเลือดเท่านั้น ปัจจุบันขั้นตอนการตรวจเอชไอวี ไม่มีความซับซ้อนยุ่งยากแต่อย่างใด แถมยังรู้ผลเร็ว ประหยัดเวลา ประหยัดเงินอีกด้วย เพราะคนไทยมีสิทธิตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง รวมทั้งน้อง ๆ วัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ก็สามารถตรวจเอชไอวีได้ ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่จะทำให้เรายุติปัญหาเอชไอวีได้ดีที่สุด คือการรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจเลือดนั่นเองครับ

ตรวจเอชไอวี ง่ายนิดเดียว!

การตัดสินใจตรวจเลือด นอกจากที่เราจะรู้สถานะเอชไอวีของตัวเองแล้ว ยังได้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เชื้อไวรัสเอชไอวี และโรคเอดส์ที่ถูกต้องมากกว่าการหาอ่านข้อมูลทั่วไปในอินเตอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม การไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ด้านนี้โดยเฉพาะจะทำให้เราเข้าใจมันมากขึ้น โดยขั้นตอนการตรวจเอชไอวี มีดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่รายละเอียด
1ลงทะเบียน
2ปรึกษาก่อนตรวจ
3ตรวจเลือด
4ปรึกษาหลังตรวจและแจ้งผลเลือด

ลงทะเบียนเข้ารับการตรวจ

ติดต่อสถานพยาบาลที่คุณสะดวก เพื่อทำการลงทะเบียนเข้ารับการตรวจเอชไอวี อาจมีการนัดหมายวันและเวลาล่วงหน้ามาก่อน ขึ้นอยู่กับกระบวนการทำงานของแต่ละแห่ง นอกจากนี้ หากเป็นหน่วยงานของรัฐ คุณจำเป็นจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อรับสิทธิตรวจฟรี ทั้งนี้ ข้อมูลต่าง ๆ จะถูกเก็บเป็นความลับ ซึ่งเป็นนโยบายในการตรวจเอชไอวีตามหลักสากล จากนั้น รอเรียกตามคิวตรวจ ซึ่งการตรวจเลือดแบบนี้ ผู้ตรวจไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหารแต่อย่างใด

เข้ารับคำปรึกษาก่อนตรวจ

ก่อนทำการตรวจเอชไอวี ผู้ตรวจจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อประเมินถึงความเสี่ยงต่อเชื้อไวรัสเอชไอวี และอีกเช่นกัน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้เป็นความลับ และไม่มีการตัดสินพฤติกรรมของผู้ตรวจจากเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ขอให้คุณทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย และอธิบายถึงเหตุการณ์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตามข้อเท็จจริง ไม่ควรปิดบัง เพื่อประโยชน์สูงสุดกับตัวคุณเอง ที่จะได้คลายข้อกังวล ข้อสงสัย และได้คำตอบที่ชัดเจน หลังจากนั้น จะมีการเซ็นชื่อเพื่อให้ความยินยอมในการตรวจเอชไอวี ว่าไม่ได้มีใครบังคับให้มาตรวจ และขั้นตอนการเข้ารับคำปรึกษาจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที – ครึ่งชั่วโมงแล้วแต่กรณีของผู้ตรวจแต่ละคน

ขั้นตอนตรวจเอชไอวี ลงทะเบียนตรวจเอดส์ ปรึกษาตรวจเอชไอวี ผลตรวจเลือดเอชไอวี ผลเลือดบวก ผลเลือดลบ

เจาะเลือดตรวจเอชไอวี

หลังจากเข้ารับคำปรึกษาเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จึงจะทำการเจาะเลือดของคุณด้วยอุปกรณ์การแพทย์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาเป็นอย่างดี เพื่อนำเลือดของคุณจำนวนหนึ่งไปทำการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวี ส่วนใหญ่แล้ว คุณสามารถรู้ผลเลือดได้ภายในวันเดียว หรือตามรูปแบบการตรวจเอชไอวีของแต่ละสถานพยาบาล สามารถสอบถามได้ในตอนที่เข้ารับคำปรึกษา หรือโทรสอบถามก่อนเข้ารับการตรวจ

เข้ารับคำปรึกษาหลังตรวจ

หลังจากเจาะเลือดเสร็จแล้ว แพทย์หรือเจ้าหน้าที่จะให้คำปรึกษาอีกครั้ง เช่น อธิบายถึงความหมายของผลเลือดแบบต่าง ๆ พูดคุยเกี่ยวกับการวางแผนดูแลตัวเอง แผนการใช้ชีวิต ประเมินสภาวะจิตใจหากผู้ตรวจมีผลเลือดบวก หรือหากไม่มีเชื้อ เจ้าหน้าที่ก็จะแนะนำการทำอย่างไรให้ผลเลือดเป็นลบได้ตลอดไป

ฟังผลตรวจเอชไอวี

ผลเลือดเอชไอวีนั้นแบ่งออกเป็น 2 ผลหลัก ดังต่อไปนี้

  • ผลเลือดลบ (non-reactive) หมายถึง คุณไม่มีเชื้อไวรัสเอชไอวี แพทย์หรือเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันเอชไอวี การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย การใช้ถุงยางอนามัย ยาเพร็พ (PrEP) พร้อมกับแนะนำให้ผู้ตรวจกลับมาตรวจเอชไอวีอีกครั้ง
  • ผลเลือดบวก (reactive) หมายถึง คุณมีเชื้อไวรัสเอชไอวี แพทย์หรือเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษา การตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติม การทานยาต้านไวรัส รวมถึงการดูแลตัวเองให้อยู่ร่วมกับเชื้ออย่างแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย

กล่าวคือ ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่เสียชีวิตทันที หากเข้าสู่กระบวนการ การรักษาที่รวดเร็ว ทานยาต้านไวรัสอย่างมีวินัย ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ไม่เสี่ยงรับเชื้อมาเพิ่ม ก็สามารถมีชีวิตยืนยาวได้เหมือนคนทั่วไปที่ไม่มีเชื้อเลย ในทำนองเดียวกัน ผู้มีเชื้อสามารถทำงาน มีครอบครัว มีบุตรได้ และไม่ป่วยเป็นโรคฉวยโอกาส หรือโรคเอดส์

ในปัจจุบัน สิทธิการรักษาผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีนั้น ฟรี! ทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาและค่ายา สามารถตรวจสอบถามได้ที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ตามสิทธิประกันสังคมหรือสิทธิหลักประกันสุขภาพของคุณได้เลย

ตรวจเอชไอวี ตรวจเอดส์ HIV AIDS ผลเลือดบวก ตรวจเอดส์กี่วัน ตรวจเลือดที่ไหน

สรุปได้ว่า การตรวจเอชไอวี ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ไม่อยากให้คิดว่าการตรวจเลือดเป็นเรื่องน่ากลัว หรือเรื่องน่าอาย เพราะหากคุณรู้ผลเลือดเร็ว ก็จะทำให้คลายความกังวลใจ ทั้งนี้หากคุณทำการตรวจเอชไอวีมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็ควรตรวจซ้ำอีกครั้ง หลังจากมีความเสี่ยงในระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อยืนยันผลที่แน่นอน เลิกปิดกั้นตัวเองแล้วหันมารักษาสุขภาพทางเพศของคุณ ด้วยการตรวจเอชไอวีอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งกันเถอะครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจที่นี่

ถุงยางแตก ตรวจ HIV เลยได้ไหม?

ถุงแตก ถุงยางอนามัย ยาเป๊ป PEP ตรวจเอชไอวี ถุงยางรั่ว ถุงยางหลุด ยาต้านไวรัสเอชไอวีฉุกเฉิน ยาเอดส์ ตรวจเลือด

หลายคนคงไม่คิดว่า ไอ้เจ้าถุงยางอนามัยที่เราใช้ในการมีเพศสัมพันธ์นี้ จะสามารถแตกได้ บางคนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม จู่ ๆ ถุงยางเจ้ากรรมก็ดันแตก ขาด หลุด หรือรั่วขึ้นมาเสียได้ นอกจากจะเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ แล้ว ในผู้หญิงก็ยังมีความเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์อีกด้วย ทำเอาทั้งคู่เสียอาการ วิตกกังวล บางคนยิ่งแล้วใหญ่ เสร็จกิจแล้วถึงเพิ่งมารู้สึกตัวว่าถุงยางแตกไปเรียบร้อย แต่ไม่ต้องเครียดมากนัก ปัญหานี้มีทางออก วันนี้เรามีคำแนะนำที่ทำให้คุณผ่านเรื่องไม่คาดคิดเหล่านี้ไปได้ครับ

เพราะอะไรถุงยางถึงแตก?

ก่อนอื่นต้องทราบกันก่อนว่าทำไมถุงยางอนามัยถึงแตกได้ล่ะ?!

ลืมเช็ควันหมดอายุ

คุณอาจซื้อถุงยางอนามัยมาเก็บไว้นานแล้ว จนมันหมดอายุ ถุงยางอนามัยที่เก่ามาก จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการใช้งาน ทางที่ดีควรเช็ควันหมดอายุก่อนนำมาใช้ หรือหากซื้อใหม่ก็ควรดูวันหมดอายุด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าทางร้านค้าที่จำหน่ายถุงยางอนามัยนั้น นำสินค้ามาจัดวางนานเท่าใดแล้ว หากหมดอายุหรือใกล้หมดอายุ ไม่ควรนำมาใช้เด็ดขาด

เลือกผิดไซส์

คุณอาจเลือกใช้ถุงยางอนามัยที่ขนาดไม่เหมาะสมกับน้องชายของคุณก็เป็นได้ หากมีขนาดเล็กเกินไป ก็ทำให้แตกได้ เพราะไม่มีพื้นที่เหลือบริเวณปลายสุดของถุงยางอนามัย พอหลั่งอสุจิออกมา จึงทำให้แตกรั่ว หากมีขนาดใหญ่เกินไป ก็ทำให้มีโอกาสหลุดออกจากอวัยวะเพศขณะมีการสอดใส่ได้

เก็บไว้ผิดที่

สังเกตหรือไม่ว่าตัวคุณเองเก็บถุงยางอนามัยไว้ที่ไหน? ถุงยางอนามัยไม่ควรอยู่ในรถยนต์ที่จอดตากแดดไว้นาน ๆ เพราะอุณหภูมิที่สูงจะทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมได้ หรือไม่ควรอยู่ในห้องครัว ห้องน้ำที่มีความชื้น ไม่ควรเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ เพราะมันมีโอกาสที่จะทำให้กระเป๋าบีบรัดถุงยางอนามัยให้เกิดการฉีกขาดได้

แกะใช้ไม่ระมัดระวัง

ถุงยางอนามัยอาจแตกได้ หากเราแกะซองใช้ไม่ระวัง เช่น ใช้กรรไกรหรือมีดตัดโดนใส่ ใช้เล็บจิก ใช้ฟันกัดจนขาด เป็นต้น เพราะฉะนั้นอย่ารีบร้อน ค่อย ๆ ฉีกซองถุงยางอนามัยอย่างเบา ๆ ตามรอยปรุที่เขาได้ทำไว้ให้แล้ว ระมัดระวังอย่าให้เล็บโดนใส่ถุงยางอนามัย รวมถึงตอนสวมถุงยางอนามัยให้น้องชายของคุณด้วย

ใช้สารหล่อลื่นผิดประเภท

การมีเพศสัมพันธ์ หากสารหล่อลื่นจากอวัยวะเพศมีน้อยเกินไป อาจทำให้ถุงยางแตกได้ หรือในรายที่เป็นคู่รักชายรักชาย การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักอาจต้องใช้สารหล่อลื่นเข้าช่วย หลายคนเลือกใช้ผิดประเภท ไปใช้สารหล่อลื่นชนิดน้ำมันที่ไปทำปฏิกิริยากับถุงยางอนามัย ทำให้วัสดุของมันเสื่อมสภาพ เพราะฉะนั้นควรเลือกสารหล่อลื่นชนิดละลายน้ำแทน หรือชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันก็จะช่วยป้องกันได้

มีเซ็กส์ที่รุนแรงหรือขาดสติ

การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเพราะการดื่มแอลกอฮอล์จนขาดสติ หรือการใช้สารเสพติดเป็นตัวกระตุ้นให้มีเซ็กส์นานขึ้น เกิดการเสียดสีแรง ๆ หรือมีท่าทางที่ผิดแผกแปลกไปจากปกติ ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ถุงยางอนามัยแตกได้ เพราะความจริงแล้วอายุในการใช้งานของถุงยางอนามัยจะอยู่ได้ครั้งละ 30 นาทีเท่านั้น หากใช้นานกว่านั้นประสิทธิภาพของมันก็จะลดลงเรื่อย ๆ เสี่ยงต่อการแตก และฉีกขาดได้เสมอ

ใส่ถุงยางอนามัยผิดวิธี

เชื่อหรือไม่ ผู้ชายบางคนยังใส่ถุงยางอนามัยไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ การใส่ถุงยางอนามัยที่ถูกวิธีจะต้องใส่ขณะที่น้องชายของคุณแข็งตัวเท่านั้น และต้องบีบกระเปาะตรงปลายถุงเพื่อไล่ฟองอากาศก่อนใส่ ถ้าไม่ทำจะเกิดการเสียดสีไปมาขณะมีเซ็กส์ จนทำให้ถุงยางอนามัยแตกนั่นเอง รวมถึงบางคนก็ยังใส่ถุงยางอนามัยผิดด้าน เพราะฉะนั้นก่อนมีอะไรกับใคร ทดลองใส่ถุงยางอนามัยให้ถูกวิธีเสียก่อน จะได้ไม่ต้องมาแก้ปัญหากันทีหลังครับ

ถุงยางแตก เสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง?

  • ไวรัสเอชไอวี
  • ซิฟิลิส
  • หนองในแท้
  • หนองในเทียม
  • เริม
  • หูดหงอนไก่
  • ไวรัสตับอักเสบบี
  • ไวรัสตับอักเสบซี
  • ไวรัสเอชพีวี
  • แผลริมอ่อน
  • ฝีมะม่วง
  • การติดเชื้อทริโคโมแนส ฯลฯ

ทำอย่างไรเมื่อถุงยางแตก?

ตั้งสติและจัดการกับอวัยวะเพศของตนเองก่อน
รีบปรึกษาแพทย์ เพื่อขอรับยาเป๊ปมาทานให้เร็วที่สุด
ตรวจคัดกรองเบื้องต้นก่อนเริ่มทานยา
ทานยาเป๊ปให้ครบและตรงต่อเวลา
ตรวจเลือดอีกครั้งหลังทานยาครบ

1. ตั้งสติและจัดการกับอวัยวะเพศของตนเองก่อน

ผู้หญิง

  • ควรรีบเข้าห้องน้ำเพื่อขับปัสสาวะออกมา ด้วยการนั่งยอง ๆ ขมิบกล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอด เพื่อขับตัวอสุจิที่อาจอยู่ใกล้ท่อปัสสาวะให้ออกมา
  • ไม่ควรฉีดน้ำล้างข้างในช่องคลอด เพราะจะยิ่งทำให้อสุจิหรือเชื้อไวรัสเข้าไปข้างในมากขึ้น อาจเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ และได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ให้ทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วยการใช้น้ำอุ่นราดลงไปพร้อมนั่งท่ายอง ๆ ก็เพียงพอแล้ว

“ความจริงแล้วผู้หญิงก็ไม่ควรฉีดน้ำล้างช่องคลอดอยู่แล้ว เพราะบริเวณนั้นจะมีแบคทีเรียที่ช่วยป้องกันการเกิดภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อโรคต่าง ๆ หากฉีดล้างก็จะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น”

  • รีบทานยาคุมฉุกเฉินภายใน 72 ชม. หากไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นอยู่ก่อนแล้ว

ผู้ชาย

  • หากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ควรเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายหนัก จะเป็นการช่วยขับอสุจิที่อาจตกค้างอยู่ภายในให้ออกมามากที่สุด
  • ไม่ควรฉีดน้ำล้างข้างในทวารหนัก เหมือนกันกับช่องคลอดของผู้หญิง เพราะจะทำให้เสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสเอชไอวีและเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
ยาเป๊ป PEP ยาต้านฉุกเฉิน ถุงแตก ถุงหลุด ถุงยางอนามัย เอชไอวี เอดส์

2. รีบปรึกษาแพทย์ เพื่อขอรับยาเป๊ปมาทานให้เร็วที่สุด

ยาเป๊ป หรือยาต้านไวรัสเอชไอวีฉุกเฉิน (Post -Exposure Prophylaxis : PEP) คือ ยาสำหรับผู้ที่ความเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวีมาแล้วไม่เกิน 72 ชั่วโมง เช่น ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ผู้ที่ถุงยางอนามัยแตก รั่ว หรือหลุดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดอุบัติเหตุเข็มทิ่มตำโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นต้น ยาเป๊ป ทำหน้าที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัว และการกลายตัวเป็นไวรัสเต็มรูปแบบของเชื้อเอชไอวี ทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสในร่างกายได้นั่นเอง

3. ตรวจคัดกรองเบื้องต้นก่อนเริ่มทานยา

การที่จะทานยาเป๊ปได้ จะต้องทำการปรึกษาแพทย์เท่านั้น เพราะยาชนิดนี้ ไม่สามารถหาซื้อได้ทางออนไลน์ หรือตามร้านขายยาทั่วไป ผู้ที่มีความเสี่ยงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทำการซักประวัติความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่าคุณสมควรทานยาเป๊ปหรือไม่

โดยจะต้องมีการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสเอชไอวีเสียก่อน แต่ผลเลือดจะเป็นผลย้อนหลัง ไม่ใช่ผลเลือดของความเสี่ยงครั้งล่าสุด เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่มีความเสี่ยงไม่ได้มีเชื้อเอชไอวีอยู่ก่อนแล้ว รวมทั้งจะต้องมีการตรวจแล็บเพิ่มเติม เช่น ไวรัสตับอักเสบบี การทำงานของตับ การทำงานของไต เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าคุณสามารถทานยาเป๊ปได้จริง ๆ

4. ทานยาเป๊ปให้ครบและตรงต่อเวลา

การที่จะป้องกันเอชไอวีได้ คือคุณต้องให้ความสำคัญอย่างมากในการทานยาเป๊ปให้ครบและตรงต่อเวลา โดยจะต้องทานทุกวัน เป็นเวลา 28 วัน และควรเป็นเวลาเดียวกัน อาจจะใช้นาฬิกาปลุกเพื่อเตือนความจำ เพื่อไม่ให้ลืม การลืมทานยาเป๊ป หรือทานยาช้ากว่าเวลาปกติ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการป้องกันเอชไอวีลดลง และยังส่งผลต่ออาการดื้อยาในอนาคตอีกด้วย

5. ตรวจเลือดอีกครั้งหลังทานยาครบ

เมื่อทานยาครบตามกำหนดแล้ว ควรกลับไปตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัสเอชไอวีอีกครั้ง เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ายาเป๊ปทำงานได้ดีหรือไม่ ผลเลือดของคุณเป็นลบหรือไม่ และควรกลับไปตรวจอีกครั้งหลังจากนี้อีก 3 เดือน และ 6 เดือนเพื่อให้มั่นใจมากที่สุดว่าการทานยาเป๊ปครั้งนี้ ช่วยให้คุณปลอดภัย ไม่ติดเชื้อเอชไอวีจริง ๆ

ป้องกันไม่ให้ถุงยางแตก ต้องทำอย่างไร

ถุงยางอนามัย ถุงแตก ถุงหลุด ขนาดถุงยางอนามัย ถุงยางหมดอายุ เจลหล่อลื่น สารหล่อลื่น วิธีใช้ถุงยางอนามัย

ปัญหาถุงยางอนามัยแตก ป้องกันได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ครับ

  • เลือกถุงยางอนามัยให้เหมาะสมกับอวัยวะเพศของตัวเอง
  • ตรวจสอบวันหมดอายุก่อนนำมาใช้งาน และแกะใช้ด้วยความระมัดระวัง
  • เลือกใช้สารหล่อลื่นชนิดน้ำ หรือเป็นสารหล่อลื่นที่ใช้เฉพาะถุงยางอนามัยเท่านั้น
  • เก็บถุงยางอนามัยให้ถูกที่ ไม่ควรเก็บไว้ในรถยนต์หรือในกระเป๋าสตางค์
  • สวมถุงยางอนามัยให้ถูกวิธี โดยใช้มือหนึ่งจับปลายถุงยาง และใช้มืออีกข้างค่อย ๆ รูดม้วนถุงยางจนถึงฐานอวัยวะเพศ ให้คลุมพอดีและไล่ฟองอากาศออกไปจนหมด และสวมถุงยางอนามัยเพียงชั้นเดียว
  • ทิ้งให้ปลอดภัย อย่าทิ้งลงในชักโครก ให้ห่อด้วยกระดาษทิชชู่มิดชิดก่อนทิ้งถังขยะ และไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

การตรวจเอชไอวีมีกี่แบบ?

เอชไอวี เอดส์ โรคติดต่อทางเพศ ตรวจเลือด ตรวจเอชไอวี Anti HIV Rapid test PCR NAT HIV testing

เมื่อการตรวจเลือดเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้คุณรู้ว่ามีเชื้อเอชไอวีอยู่หรือไม่ การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวี ส่วนใหญ่จึงทำการตรวจได้จากเลือด ซึ่งมีวิธีอยู่ 5 แบบหลัก ๆ ได้แก่

การตรวจหาภูมิคุ้นเคยต่อเชื้อเอชไอวี (Antibody HIV)

วิธีการตรวจชนิดนี้ เป็นการตรวจหาภูมิคุ้นเคย หรือที่เรารู้จักโดยทั่วไปคือ ภูมิคุ้มกันของร่างกายนั่นเอง แอนติบอดี (Antibody) หรือสารภูมิต้านทานเป็นโปรตีนขนาดใหญ่ในระบบภูมิคุ้มกัน สร้างขึ้นเพื่อตรวจจับ และทำลายสิ่งแปลกปลอม ที่เข้ามาในร่างกายของคนเรา เมื่อเราได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้ามา แอนติบอดีก็จะตรวจจับได้ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาหลังจากมีความเสี่ยงตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป (ประมาณ 1 เดือน) วิธีตรวจแบบ Anti-HIV นี้ นิยมนำมาใช้ตรวจหาเชื้อมากที่สุด เพราะทราบผลตรวจไว ภายใน 1-2 ชั่วโมง และแพทย์มักจะแนะนำให้กลับไปตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 3 เดือนเพื่อยืนยันผลตรวจ

การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี (HIV p24 Antigen Testing)

วิธีการตรวจชนิดนี้ เป็นการตรวจหาโปรตีนของเชื้อที่มีชื่อว่า p24 มักจะใช้ในกรณีที่ผู้มีความเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวี ยังมีระยะฟักตัวที่ไม่เพียงพอ หรือร่างกายยังไม่สร้างแอนติบอดีต่อเชื้อ รวมทั้งมีระดับแอนติเจนต่ำจนไม่สามารถตรวจวัดได้ แอนติเจน คือ สารก่อภูมิต้านทานที่มักจะเป็นสิ่งแปลกปลอมหรือเป็นพิษต่อร่างกาย เมื่อเข้ามาในร่างกายแล้วจะถูกจับได้โดยแอนติบอดีนั่นเอง ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาหลังจากมีความเสี่ยงตั้งแต่ 15 วันขึ้นไป (ประมาณ 2 สัปดาห์) ข้อเสียของวิธีนี้คืออาจจะยังตรวจไม่เจอเชื้อเพราะระยะฟักตัวค่อนข้างน้อย แพทย์จึงแนะนำให้กลับไปตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 1 เดือนเพื่อยืนยันผลตรวจ

การตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Anti-HIV และ Antigen ของเชื้อพร้อมกัน (HIV Ag/Ab combination Assay)

วิธีการตรวจชนิดนี้ เรียกโดยทั่วไปว่า การตรวจแบบใช้น้ำยา 4th Generation คือ เป็นการตรวจแบบทั้งวิธีที่ 1 Anti-HIV และที่ 2 HIV p24 Antigen ในคราวเดียวกันนั่นเอง น้ำยา 4th Generation นี้มีใช้กันอย่างแพร่หลายตามสถานพยาบาลทั่วไปเพื่อตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาหลังจากมีความเสี่ยงตั้งแต่ 15 วันขึ้นไป (ประมาณ 2 สัปดาห์) ให้ผลตรวจที่แม่นยำ รวดเร็ว

การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสเอชไอวี (NAT : Nucleic Acid Testing)

วิธีการตรวจชนิดนี้ เป็นการตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยตรงจาก RNA ของเชื้อ ถือเป็นวิธีที่สามารถตรวจเจอเชื้อได้รวดเร็วที่สุด หลังจากมีความเสี่ยงตั้งแต่ 5-7 วันขึ้นไป ทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวี ไม่ต้องรอระยะฟักตัว ช่วยลดความกังวลเพราะได้รับการตรวจที่รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน แต่วิธียังไม่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายนัก ส่วนใหญ่จะใช้ตรวจคัดกรองเลือดของผู้บริจาคเลือด หรือมีบริการที่คลินิกนิรนาม หรือสถานพยาบาลเฉพาะทาง และบางแห่งก็ไม่สามารถรู้ผลตรวจได้ภายในวันเดียว อาจต้องรอผลตรวจหลังจากนั้นอีก 3-5 วัน ขึ้นอยู่กับการทำงานของแต่ละสถานที่ และแพทย์จะแนะนำให้กลับไปตรวจซ้ำด้วยวิธีอื่น ๆ อีกครั้งที่ 1 เดือนเพื่อยืนยันผลตรวจ

การตรวจแบบ Rapid HIV Test

วิธีการตรวจชนิดนี้ เป็นการตรวจคัดกรองไวรัสเอชไอวีเบื้องต้นเท่านั้น และยังใช้เวลาในการทราบผลเพียง 20 นาที ถือว่าเป็นวิธีที่มีความรวดเร็วกว่าแบบอื่น ๆ แต่ผู้ตรวจก็ยังจำเป็นที่จะต้องไปตรวจเอชไอวีแบบ Anti-HIV อีกครั้ง เพื่อยืนยันผลการตรวจ

ตรวจเอชไอวี ตรวจเลือด ตรวจเอดส์ ตรวจซิฟิลิส อาการเอดส์ ตรวจเลือดกี่วัน ระยะฟักตัว Window Period HIV Aids

ใครบ้างที่ควรตรวจเอชไอวี?

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ทราบผลเลือด
  • ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่ถูกเข็มทิ่มตำ
  • ผู้ที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • คุณแม่ตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร

การตรวจหาเชื้อเอชไอวีจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ตรวจโดยสมัครใจ และจะต้องได้รับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทั้งก่อนและหลังการตรวจเลือด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกัน และการรักษาหากผู้ตรวจพบเชื้อ แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาเอชไอวีให้หายขาดได้ แต่การติดเชื้อก็ไม่ได้ทำให้คุณเสียชีวิตทันที และตัวยาที่ถูกพัฒนาด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในตอนนี้ ก็ช่วยให้ผู้ที่มีเชื้อสามารถอยู่ร่วมกับไวรัสเอชไอวีได้อย่างมีสุขภาพดีครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ