โรคหนองใน (Gonorrhoea)

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศกับคนที่เป็นโรค หรือคนที่ติดเชื้อ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และสามารถติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ผ่านการถ่ายโอนเลือด หรือการใช้เข็มร่วมกันได้เหมือนกัน   โดยสามารแบ่งประเภทเชื้อที่เป็นต้นเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้น ๆ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส  เชื้อรา พยาธิ เป็นต้น

โรคหนองใน (Gonorrhoea) คืออะไร?

เนื้อหาสรุป

โรคหนองใน หรือโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบได้บ่อยมากที่สุดอีกโรคหนึ่ง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเพศหญิง และเพศชาย   เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า    ไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoea) 

ระยะฟักตัวของโรค

Quicky

หลังจากที่ได้รับเชื้อ ก็มักจะแสดงอาการภายใน 2 – 10 วัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะแสดงอาการภายใน 5 วัน

สาเหตุของโรคหนองใน

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ ไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria gonorrhoeae) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า โกโนค็อกคัส (Gonococcus ) ซึ่งสามารถตรวจพบได้ในน้ำอสุจิและน้ำในช่องคลอด  จึงทำให้เชื้อโรคนี้แพร่ผ่านและติดต่อทางการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก

โดยเชื้อแบคทีเรีย ไนซีเรีย โกโนเรีย ชนิดนี้สามารถเจริญได้ดีในที่ชื้นและที่อบอุ่นของระบบอวัยวะสืบพันธุ์มนุษย์ตั้งแต่ปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก ท่อปัสสาวะ ซึ่งพบทั้งในผู้ชายและผู้หญิง และยังสามารถเจริญเติบโตได้ในบริเวณอื่น ๆ  ได้ เช่น ทวารหนัก เยื่อบุตา ช่องปากและคอ เชื้อจึงสามารถติดต่อทางปากได้ด้วย

การติดเชื้อจะเริ่มจากการสัมผัสเยื่อบุช่องปาก ช่องคลอด ทวารหนัก อวัยวะเพศ ที่มีเชื้อผ่านการสัมผัสทั้งการมีร่วมเพศ และอาจไม่มีการร่วมเพศ หรือหลั่งอสุจิเลยก็ได้ และในหญิงที่เป็นโรคและมีเชื้อในช่องคลอด สามารถแพร่จากช่องคลอดไปทหารหนัก และจากทหารหนักไปช่องคลอดได้เช่นกัน

กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อหนองใน

  1. ผู้ที่มีอายุยังน้อย หรือกลุ่มวัยรุ่น
  2. ผู้ที่ติดยาเสพติด
  3. ผู้ที่มีคู่นอนมากกว่า 1 คน หรือมีการเปลี่ยนคู่นอนใหม่
  4. ผู้ที่ใช้คู่นอนร่วมกับผู้อื่น
  5. ผู้ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยในขณะมีเพศสัมพันธ์
  6. ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้มาแล้ว หรือเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ อาทิ โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นต้น

อาการของโรคหนองใน

อาการหนองในในผู้ชายมีอาการอย่างไร?

  • จะมีเมือกสีขาวขุ่น หรือ มีหนองข้นๆ สีเหลือง หรือเขียว หรือขาว ไหลออกมาจากส่วนปลายของอวัยวะเพศ โดยอาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • รอบรูอวัยวะเพศเป็นสีแดง
  • เจ็บหรือแสบขณะปัสสาวะ
  • มีของเหลวไหลออกมาจากทวารหนัก
  • เกิดการอักเสบของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ
  • เจ็บคอ คอแห้ง และรู้สึกปวดเมื่อยตามตัว บางรายอาจมีไข้ได้
  • เจ็บ บวม หรือฟกช้ำที่ลูกอัณฑะข้างใดข้างหนึ่ง แต่พบไม่บ่อย
  • หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยไว้นาน เชื้ออาจแพร่กระจายลุกลามสู่อัณฑะเสี่ยงเป็นหมันได้ 

อาการหนองในในผู้หญิงมีอาการอย่างไร?

  • มีหนองที่ช่องคลอด ช่องคลอดอักเสบ
  • ปัสสาวะแล้วรู้สึกเจ็บ หรือแสบขัด
  • เจ็บบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะขณะมีเพศสัมพันธ์ 
  • มีของเหลวไหลออกจากทวารหนัก
  • มีหนองที่ช่องคอ เจ็บคอ คอแห้ง และรู้สึกปวดเมื่อยตามตัว
  • มีตกขาวผิดปกติขับออกมาจากช่องคลอด ลักษณะเป็นน้ำ หรือเส้นบาง ๆ สีออกเขียวหรือเหลือง หรือตกขาวเป็นมูกหนอง มีกลิ่นเหม็น  และมีปริมาณมากขึ้น 
  • เจ็บหรือฟกช้ำบริเวณท้องน้อย แต่พบได้ไม่บ่อย
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้น้อย
  • หากปล่อยไว้นานไม่รีบรักษา เชื้ออาจลุกลามไปสู่มดลูกและท่อรังไข่ เสี่ยงเป็นโรคกระดูกเชิงกรานอักเสบ รวมไปจนถึงเป็นหมันได้  

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

เมื่อเกิดข้อสงสัยว่าจะเป็นโรคหนองในหรือไม่ ก็ควรเข้าพบแพทย์ โดยสำรวจตัวเรา หรือคู่นอนมีอาการข้างต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยผู้ที่เป็นโรคหนองในมักไม่ค่อยแสดงอาการโดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิง แต่หากเริ่มมีอาการแสบตอนปัสสาวะ หรือเริ่มมีผื่นขึ้นบริเวณโดยรอบอวัยวะเพศแล้วให้รีบไปพบแพทย์ หากแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคหนองใน ให้พาคู่นอนไปตรวจด้วยเช่นกัน

การป้องกันโรคหนองใน

  • ใช้ถุงยางทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคหนองใน หรือคู่นอนที่มีความเสี่ยง แต่หากเลือกที่จะมีเพศสัมพันธ์ก็ควรป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางด้านหน้า ทางทวารหนัก หรือการใช้ปากสำเร็จความใคร่ก็ตาม
  • ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ เพราะ จะเพิ่มความสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีอาการผิดปกติ โดยเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ปวดแสบขณะปัสสาวะ เจ็บหรือมีผื่นขึ้นที่อวัยวะเพศ
  • พูดคุยสอบถามคู่ของตนเองเกี่ยวกับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงโรคหนองในแท้ก่อนเริ่มมีความสัมพันธ์ทางเพศ
  • รับการตรวจโรคหนองในแท้เป็นประจำ หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี หรือหญิงอายุมากกว่านี้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น เปลี่ยนคู่นอนใหม่ มีคู่นอนหลายคน ใช้คู่นอนร่วมกับผู้อื่น หรือคู่นอนป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรเข้ารับการตรวจโรคหนองในแท้เป็นประจำทุกปี
  • ส่วนท่านที่เป็นแล้ว หรือเคยเป็น ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า การใช้ถุงยางอนามัยสำหรับโรคหนองในนั้น อาจไม่สามารถป้องกันโรคได้ เพราะโรคติดต่อด้วยการสัมผัสเชื้อได้ ทั้งทางปาก ช่องคลอด อวัยวะเพศ ทวารหนัก ดังนั้น การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง มีเพศสัมพันธ์ที่เหมาะสมปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่สำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคหนองในต่อไป

การรักษาหนองใน

การรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าร้อยละ 95 ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาในกรณีที่ท่านมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ หากไม่สามารถที่จะรับการตรวจเพื่อวินิจฉัย ควรรับยาเพื่อรักษาไปเลย ในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น อุ้งเชิงกรานอักเสบ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ภาวะมีบุตรยาก เป็นต้น ท่านอาจจะต้องนอนรับการรักษาในโรงพยาบาลหรือรับการผ่าตัดแก้ไข

“ChatLove2test"

โดยจะแบ่งการรักษา ดังนี้

ไม่มีภาวะแทรกซ้อน (Uncomplicated Gonorrhoea)

  • ผู้ป่วยหนองในที่อวัยวะเพศ และทวารหนัก สามารถรักษาโดยใช้ยา Ceftriaxone 500 mg แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง ร่วมกับการรักษาโรคหนองในเทียม ส่วนอีกแบบคือ ยา Cefixime 400 mg ทาน 1 ครั้ง ร่วมด้วยกับการรักษาโรคหนองในเทียมเช่นเดียวกับยาแบบฉีด 
  • ผู้ป่วยหนองในที่ช่องคอ แพทย์จะใช้ยา Ceftriaxone 500 mg แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง ร่วมกับการรักษาโรคหนองในเทียม 
  • ผู้ป่วยหนองในที่เยื่อบุตาวัยผู้ใหญ่ มักใช้ยา Ceftriaxone 1 g ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ 1 ครั้ง ร่วมกับการรักษาอาการหนองในเทียม ทั้งนี้ผู้ป่วยควรล้างตาด้วยน้ำเกลือปลอดเชื้อให้สะอาดทุกๆ ชั่วโมง จนกว่าหนองบริเวณตาจะแห้งสนิท 

มีภาวะแทรกซ้อน (Complicated Gonorrhoea)

  • ผู้ป่วยหนองในชนิดมีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ (Local Complicated Gonorrhoea) เช่น เกิดฝีในอวัยวะเพศ ลูกอัณฑะอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และต่อมต่างๆ บริเวณท่อปัสสาวะอักเสบ จะใช้การรักษาแบบเดียวกับโรคหนองในชนิดที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่จะต้องรักษาอย่างน้อย 2 วันขึ้นไปหรือจนกว่าหนองในจะหายดี 
  • ผู้ป่วยหนองในชนิดมีภาวะแทรกซ้อนแพร่กระจาย (Disseminated Gonococcal Infection) ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยแพทย์ ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในชั้นผิวหนังหรือเยื่อบุ หรือมีภาวะโรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อ และมีภาวะเอ็นอักเสบ แพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยา Ceftriaxone 1-2 g ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ วันละ 1 ครั้ง หากผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นก็จะได้รับยาทาน Cefixime 400 mg วันละ 2 ครั้ง 
  • กรณีผู้ป่วยที่มีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะรักษาโดยใช้ยา Ceftriaxone 1-2 g ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุก 12 ชั่วโมง ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจ แพทย์จะรักษาโดยใช้ยา Ceftriaxone 1-2 g ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ทุก 12 ชั่วโมง และใช้ระยะเวลารักษานานถึง 4 สัปดาห์

อ่านบทความอื่นๆ

Similar Posts

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เราป้องกันได้

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีผลกระทบต่อทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อบางอย่างสามารถรักษาได้เพื่อให้คุณ และคู่นอนของคุณมีสุขภาพที่แข็งแรง และคุณเองสามารถป้องกันตัวเองจากการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ STI  คืออะไร? โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted infections; STI)  คือ การติดเชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยผ่านการจูบ, การสัมผัสหรือถูอวัยวะเพศ,…

  • กามโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคหรือคนที่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก เดิมมีชื่อว่า กามโรค (venereal diseases) ในปัจจุบันมีการค้นพบโรคในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted infections, STIs) โรคที่สำคัญคือ ซิฟิลิส…

  • ถาม – ตอบ เกี่ยวกับโรคซิฟิลิส

    ซิฟิลิส เป็นอีกโรคหนึ่งที่ร้ายแรงและมีคนเป็นโรคนี้จำนวนมาก เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยระมัดระวังในการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัย และมีคำถามมากมายเกี่ยวกับโรคซิฟิลิส ถาม : ซิฟิลิสเกิดจากอะไร  ?   ตอบ : ซิฟิลิส (Syphilis)…

  • ฝีที่อวัยวะเพศ รักษาอย่างไร?

    ฝีที่อวัยวะเพศ หมายถึงการรวมตัวของตุ่มหนองขนาดใหญ่ บริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อซึ่งเป็นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ส่งผลต่อสุขภาพต่างๆ ของร่างกายและกระทบต่อช่องคลอด อุ้งเชิงกราน องคชาต ทวารหนัก หรือถุงอัณฑะ ฝีที่อวัยวะเพศ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคหนองในแท้ โรคหนองในเทียม หรือโรคซิฟิลิส เป็นต้น ปัจจัยอื่นๆ ที่อาจนำไปสู่การพัฒนาของโรคฝีที่อวัยวะเพศ ได้แก่ สุขอนามัยทางเพศ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง การบาดเจ็บหรือมีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศ การอุดตันของต่อมเหงื่อ ทำให้มีอาการปวด บวม แดง รู้สึกเหมือนโดนกดทับ มีหนอง สารคัดหลั่ง และมีไข้ การดูแลทางการแพทย์อย่างทันท่วงที เป็นสิ่งจำเป็นในการวินิจฉัยรักษา และป้องกันภาวะแทรกซ้อนของฝีที่อวัยวะเพศ

  • ทำไมการตรวจสุขภาพทางเพศ เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่คนมีความเสี่ยง

    เมื่อพูดถึง “การตรวจสุขภาพทางเพศ” หลายคนยังคงเข้าใจว่าเป็นเรื่องของคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเท่านั้น เช่น คนที่มีคู่นอนหลายคน ไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรืออยู่ในกลุ่มเฉพาะบางกลุ่ม แต่ในความเป็นจริง สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมีเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ อายุ หรือรูปแบบความสัมพันธ์แบบใดก็ตาม

  • ความเข้าใจผิดเรื่อง โรคติดต่อทางเพศ

    ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ โรคติดต่อทางเพศ มักจะนำไปสู่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และการตีตรา ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ คนที่สําส่อนเท่านั้นจะสามารถติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ในความเป็นจริง ใครก็ตามที่มีกิจกรรมทางเพศก็อาจมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งคือ โรคติดต่อทางเพศ สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นเริมและไวรัสเอชพีวีสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง หรือแผลเริมได้ นอกจากนี้ บางคนยังเชื่อว่า หากไม่แสดงอาการก็ไม่ติดเชื้อเพราะ โรคติดต่อทางเพศ หลายชนิดแทบไม่แสดงอาการเลย ดังนั้นการตรวจหาเชื้ออย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ จึงควรให้เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเหล่านี้ที่ถูกต้องเพื่อขจัดความเข้าใจผิดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์