ตรวจโรคหิด ส่วนใหญ่วินิจฉัยจากการซักประวัติและดูรอยโรคด้วยตา ส่วนการขูดผิวหนังตรงรอยอุโมงค์ไปส่องกล้องจุลทรรศน์ แนวทางไทยเขียนว่าสามารถใช้ยืนยันการวินิจฉัยได้ ขณะที่องค์การอนามัยโลกเขียนว่าโดยทั่วไปไม่จำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่โรคชุก และแนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรคเขียนว่าการตรวจหาเชื้อหิด "ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ตรวจ" และวิธีขูดผิวหนังนั้น "มีความไวต่ำและใช้เวลาในการตรวจ" การตรวจไม่พบตัวหิดจึงไม่ได้แปลว่าไม่ได้เป็น

ตรวจโรคหิด มีวิธีไหนบ้าง

แนวทางไทย พ.ศ. 2567 เขียนวิธีตรวจไว้สองวิธี แล้วเปิดช่องไว้ว่ายังมีวิธีอื่นอีก วิธีแรกคือ oil preparation หยดน้ำมัน mineral oil ที่รอยอุโมงค์ (burrow) ใช้ด้านไม่คมของใบมีดขูด ป้ายลงสไลด์ แล้วส่องกล้องหาตัวหิด ไข่ หรืออุจจาระของตัวหิด เอกสารระบุว่าวิธีนี้ทำให้มีโอกาสพบมากขึ้น แต่ก็ "มีความไวต่ำและใช้เวลาในการตรวจ"

วิธีที่สองคือ burrow ink test หยดหมึกลงจุดที่สงสัยว่ามีอุโมงค์ ผลบวกคือเห็นหมึกซึมเข้าไปเป็นเส้นคล้ายเส้นด้าย จากนั้นเอกสารเขียนว่า วิธีอื่น ๆ เช่น การส่องกล้องสำหรับตรวจผิวหนัง (dermoscopy) สามารถทำได้ พบลักษณะ triangle sign

สองแหล่งต่างประเทศชี้ไปทางเดียวกัน แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของออสเตรเลียเขียนในหัวข้อปรสิตภายนอกว่าโรคนี้มักวินิจฉัยจากลักษณะทางคลินิก และว่าการตรวจทางห้องปฏิบัติการมักไม่สะดวกในเวชปฏิบัติทั่วไป ส่วนองค์การอนามัยโลกเขียนว่าโดยทั่วไปไม่จำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่โรคชุก คำกำกับเหล่านี้ต้องอ่านคู่กัน ไม่ใช่การบอกว่าห้ามตรวจ

ตรวจไม่พบตัวหิด แปลว่าไม่ได้เป็นหรือเปล่า

ไม่ได้แปลอย่างนั้น แนวทางไทยเขียนต่อว่า เพราะการตรวจหาเชื้อหิดต้องอาศัยความชำนาญของผู้ตรวจ ในรายที่ประวัติและอาการแสดงเข้าได้กับโรคหิด ถึงแม้ตรวจไม่พบตัวหิด ก็ "อาจให้การรักษาไปก่อนแล้วรอติดตามอาการ" และถ้าตอบสนองต่อการรักษาดี ถือเป็นการยืนยันการวินิจฉัย

คนที่คาดหวังใบผลตรวจจึงอาจรู้สึกว่ายังไม่ได้คำตอบ ทั้งที่การตอบสนองต่อการรักษาเป็นส่วนหนึ่งของการวินิจฉัย ถ้าอยากเห็นภาพรวมของโรคกลุ่มนี้ หน้าความรู้ STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) รวมไว้ให้แล้ว

Quicky

อาการแบบไหนควรไปตรวจ และทำไมบางคนยังไม่คัน

แนวทางไทยระบุว่าอาการคันเป็นอาการสำคัญที่สุด มักคันทั่วตัวและคันมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน และอาจมีประวัติอาการคันในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด รอยโรคพบบ่อยที่ข้อมือ ง่ามนิ้วมือและเท้า รักแร้ ซอกพับ สะดือ และอวัยวะเพศ ลักษณะจำเพาะคือรอยอุโมงค์คดเคี้ยวสั้น ๆ จากการไชของตัวหิด แต่เอกสารกำกับว่ารอยโรคที่พบส่วนใหญ่มักเป็นรอยเกาและการอักเสบของผิวหนัง ไม่ใช่รอยอุโมงค์ที่เห็นชัด

องค์การอนามัยโลกเพิ่มจังหวะเวลาที่ช่วยคนกำลังลังเล โดยเขียนว่าอาการมักเริ่ม 4-6 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ และบางครั้งมีร่องรอยที่มองเห็นได้ก่อนอาการจะเริ่ม คนที่เพิ่งสัมผัสใกล้ชิดแล้วยังไม่คันจึงยังสรุปไม่ได้ว่าไม่ได้รับเชื้อ หน้าเดียวกันระบุว่าผู้ที่ภูมิคุ้มกันถูกกด รวมถึงผู้มีเชื้อเอชไอวี อาจเกิดหิดชนิด crusted scabies ซึ่งหน้านั้นเขียนต่อว่า มักไม่ทำให้คัน (often does not cause itch) แพร่ได้ง่ายมาก และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน (can cause secondary infections) พร้อมระบุว่าเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต (life threatening) ผู้ที่ภูมิคุ้มกันถูกกดแล้วมีผื่นหนาเป็นสะเก็ด จึงไม่ควรรอดูว่าจะคันหรือไม่

สามแหล่งเขียนตรงกันและต่างกันตรงไหน

ทั้งสามแหล่งตรงกันว่าต้องดูแลคนในบ้านด้วย ไม่ใช่รักษาเฉพาะคนที่มีอาการ ส่วนคำว่าให้รักษาพร้อมกันนั้น มีเฉพาะแนวทางไทยกับออสเตรเลียที่เขียนไว้ องค์การอนามัยโลกไม่ได้ระบุจังหวะเวลา และอีกข้อที่ต่างกันคือระยะเวลาเก็บเครื่องนอนแยกไว้

เทียบข้อแนะนำเรื่องโรคหิดของสามแหล่ง (เปิดอ่านเมื่อเขียนบทความนี้)
เรื่อง แนวทางไทย พ.ศ. 2567 แนวทางออสเตรเลีย องค์การอนามัยโลก
การตรวจยืนยัน ขูดผิวหนังส่องกล้อง หยดหมึกดูอุโมงค์ หรือส่องกล้องตรวจผิวหนัง ส่วนใหญ่วินิจฉัยจากลักษณะทางคลินิก การตรวจแล็บมักไม่สะดวกในเวชปฏิบัติทั่วไป วินิจฉัยจากลักษณะที่เข้าได้กับโรค การตรวจด้วยภาพหรือกล้องมักไม่จำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่โรคชุก
คู่และคนในบ้าน รักษาคู่เพศสัมพันธ์ สมาชิกทุกคนในบ้าน และผู้สัมผัสใกล้ชิด แม้ไม่มีอาการ โดยให้พร้อมกัน รักษาพร้อมกันทั้งคู่เพศสัมพันธ์และสมาชิกในบ้านย้อนหลังหนึ่งเดือน รักษาสมาชิกในบ้านทุกคนเมื่อมีคนใดเป็น
เสื้อผ้าและเครื่องนอน ควรซักด้วยน้ำร้อนหรืออบความร้อน 50-60 องศาเซลเซียสขึ้นไป ถ้าซักไม่ได้ก็ควรเก็บในถุงพลาสติกปิดมิดชิดอย่างน้อย 72 ชั่วโมง แยกของที่ใช้ในสามวันก่อนหน้า ซักตามปกติในวันถัดจากการรักษาครั้งแรก หรือแยกเก็บไว้นานกว่าหนึ่งสัปดาห์ ซักและตากหรืออบให้แห้ง ของที่ซักไม่ได้ ให้ปิดผนึกในถุงพลาสติกไว้หนึ่งสัปดาห์

การเก็บของใช้จึงมีสามค่า คืออย่างน้อย 72 ชั่วโมง มากกว่าหนึ่งสัปดาห์ และหนึ่งสัปดาห์ ไม่มีฉบับใดอธิบายว่าทำไมจึงต่างกัน ออสเตรเลียเป็นฉบับเดียวที่พูดถึงเขตร้อน โดยเขียนว่าตัวหิดอาจอยู่นอกร่างกายคนได้นานกว่า 3 วัน แต่โดยทั่วไปน้อยกว่า 36 ชั่วโมง ขณะที่องค์การอนามัยโลกเขียนว่ามักตายภายใน 2-3 วัน

ภาพแนะนำว่าผู้มารับบริการด้าน STI สามารถขอตรวจโรคอื่นร่วมได้ เช่น HIV ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ไวรัสตับอักเสบซี และไวรัสตับอักเสบบีในผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน โดยการตรวจ HIV ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ

ตรวจหิดแล้ว ควรขอตรวจโรคอื่นด้วยไหม

แนวทางไทยวางหลักไว้กับผู้มารับบริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกราย ไม่เฉพาะโรคใดโรคหนึ่ง โดยให้เสนอบริการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีแบบที่บุคลากรสุขภาพเป็นผู้เสนอ ซึ่งต้องผ่านการปรึกษาทั้งก่อนและหลัง และย้ำว่าการตรวจนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ หน้าเดียวกันแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคอื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม และไวรัสตับอักเสบซี ส่วนไวรัสตับอักเสบบีระบุเฉพาะผู้ที่ไม่เคยตรวจหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน

ออสเตรเลียเขียนในหัวข้อการตรวจซ้ำว่าไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำเพื่อดูโรคหิดเอง แต่การกลับมาเป็นโอกาสพิจารณาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นที่ยังไม่ได้ตรวจตั้งแต่ครั้งแรก ถ้ายังไม่แน่ใจว่าขอตรวจอะไรได้บ้างในนัดเดียว บทความ จองตรวจแผลริมอ่อนแบบไม่ต้องบอกชื่อ ขอตรวจอะไรในนัดเดียว และเตรียมอะไรไป อธิบายขั้นตอนไว้ครบ และถ้ายังลังเลว่าตัวเองควรตรวจไหม ลองอ่าน ทำไมการตรวจสุขภาพทางเพศ เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่คนมีความเสี่ยง ประกอบ

Quicky

รักษาแล้วยังคัน ต้องกลับไปตรวจซ้ำไหม

แนวทางไทยเขียนว่าการนัดดูอาการอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ตรวจรักษา โดยทั่วไปผื่นและอาการคันมักดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ และบางรายยังคงคันอยู่ได้นานถึง 4 สัปดาห์ แม้รักษาหายแล้ว ขณะที่องค์การอนามัยโลกเขียนไปอีกทางว่าอาการคันมักแย่ลงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังเริ่มรักษา

สัญญาณที่ให้กลับไปคือผื่นใหม่ แนวทางไทยระบุว่าถ้ามีผื่นใหม่เกิดขึ้น ให้พิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการซ้ำ และหากยังพบหลักฐานของการติดเชื้อหิด ให้พิจารณาเรื่องการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น วิธีหรือจำนวนครั้งของการทายา ความร่วมมือของสมาชิกในบ้าน หรือการติดเชื้อซ้ำ บทความนี้ไม่ลงขนาดยา และสำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวี หัวข้อเดียวกันระบุว่าให้การรักษาเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อ ยกเว้นถ้ามีอาการและรอยโรคมาก ให้รักษาแบบ crusted scabies

คำถามที่พบบ่อย

โรคหิดนับเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จริงไหม

แนวทางไทย พ.ศ. 2567 จัดโรคหิดเป็นหัวข้อหนึ่งในเล่ม และระบุไว้ว่าโรคนี้ติดต่อได้ง่ายทางการสัมผัส ส่วนองค์การอนามัยโลกเขียนว่าติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสผิวหนังใกล้ชิด

คู่เพิ่งรักษาหิด แต่เราไม่มีอาการ ต้องไปด้วยไหม

แนวทางไทยเขียนว่าให้รักษาคู่เพศสัมพันธ์ สมาชิกทุกคนในบ้าน และผู้สัมผัสใกล้ชิด แม้ไม่มีอาการ โดยให้พร้อมกัน เพื่อกันการติดเชื้อซ้ำจากคนที่ไม่ได้รับการรักษา

ซื้อยาทาจากร้านยามาใช้เองก่อนได้ไหม

องค์การอนามัยโลกระบุทั้งยาทาและยากิน ส่วนแนวทางไทยกับออสเตรเลียกำหนดเวลาที่ทิ้งยาไว้บนผิวและจำนวนครั้งที่ทาซ้ำต่างกันตามอายุและการตั้งครรภ์ การเลือกยาจึงควรมาจากผู้ให้บริการที่เห็นรอยโรค

ต้องงดมีเพศสัมพันธ์กี่วันหลังเริ่มรักษา

หัวข้อโรคหิดของแนวทางไทย พ.ศ. 2567 ไม่ได้ระบุจำนวนวันไว้ ส่วนออสเตรเลียเขียนว่าให้งดการสัมผัสทางเพศ 7 วันหลังเริ่มรักษา หรือจนกว่าจะรักษาครบและอาการหาย แล้วแต่อย่างไหนช้ากว่า

Quicky

สรุป

โรคหิดเป็นโรคที่ผลแล็บซึ่งตรวจไม่พบตัวหิด ไม่ใช่ตัวตัดโรคออก เพราะแนวทางไทย พ.ศ. 2567 เองระบุว่าวิธีขูดผิวหนังมีความไวต่ำ และการตรวจหาเชื้อหิดต้องอาศัยความชำนาญของผู้ตรวจ การไปพบผู้ให้บริการจึงดีกว่ารอดูว่าจะคันหนักขึ้นไหม โดยเฉพาะเมื่อองค์การอนามัยโลกระบุว่าอาการมักเริ่มหลังได้รับเชื้อไปแล้ว 4-6 สัปดาห์ และมีคนอย่างน้อย 200 ล้านคนทั่วโลกเป็นโรคนี้อยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โรคนี้จึงไม่ใช่เรื่องความสะอาดหรือเรื่องน่าอาย การถามหน่วยบริการใกล้บ้านว่าตรวจเรื่องนี้ได้ไหม เป็นคำถามที่ถามได้ตามปกติ

แหล่งอ้างอิง