เพร็พ (PrEP) ป้องกันการติดเชื้อ HIV จริงหรือ

เพร็พ (PrEP) ป้องกันการติดเชื้อ HIV จริงหรือ

เพร็พ (PrEP) ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis คือยาที่ใช้ในการป้องกันเชื้อเอชไอวี (HIV) ก่อนการสัมผัสโรค หรือสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับหรือสัมผัสเชื้อ HIV แต่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เช่น ไม่ใส่ถุงยางอนามัยในขณะมีเพศสัมพันธ์ มีคู่นอนหลายคน ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อประมาณร้อยละ 90 แต่ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ จึงยังจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ โดยแพทย์จะให้กินยาทุกวัน วันละ 1 เม็ด อย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการตรวจหาการติดเชื้อ HIV และเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา โดยแพทย์จะนัดทุก 3 เดือน ซึ่งหากแพทย์เห็นว่าไม่มีความเสี่ยงแล้ว ก็จะสั่งให้หยุดการใช้ยา

เพร็พ (PrEP) เหมาะสมกับใครบ้าง

แม้ว่าประสิทธิภาพของยาคือการช่วยต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี แต่ยาประเภทนี้ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน หากใครที่ต้องการใช้ยาต้านไวรัสจะต้องได้รับการปรึกษาจากแพทย์ก่อน โดยกลุ่มผู้มีความเสี่ยงและเหมาะสมที่จะทานยาประเภทนี้ ได้แก่ กรณีที่มีเพศสัมพันธ์ร่วมกับคู่นอนที่มีความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหนองใน ผู้ที่ประกอบอาชีพขายบริการหรือสุ่มเสี่ยงที่จะถูกล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ในบางกรณีจะถูกนำมาใช้กับผู้ที่เสี่ยงสัมผัสเชื้อมาไม่เกิน 3 วัน เช่น กรณีของผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ กรณีถุงยางอนามัยฉีกขาดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ รวมไปถึงในกรณีที่มีการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งได้แก่

  1. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี
  2. ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  3. รักร่วมเพศ
  4. ผู้ที่ทำงานบริการทางเพศ
  5. ผู้ที่ใช้สารเสพย์ติดชนิดฉีด

วิธีการรับเพร็พ (PrEP) แบบง่ายๆ

ผู้มารับบริการจะได้รับการตรวจเอชไอวี และการทำงานของตับและไต โดยการเข้ารับการตรวจควรงดการมีเพศสัมพันธ์เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากที่ได้รับยาเพร็พ (PrEP) ครั้งแรกจะนัดตรวจเลือด 1 เดือน หลังจากนั้นนัดตรวจเลือดทุก 3 เดือน หากต้องการหยุดยา ผู้มารับบริการต้องมาตรวจเลือดก่อนหยุดยาเพร็พ (PrEP) ทุกครั้ง นอกจากนี้ยาเพร็พ (PrEP) ยังมีความปลอดภัยสูง อาการข้างเคียงโดยปกติที่พบบ่อยช่วงแรกของการกินยาคืออาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ และรู้สึกอ่อนเพลียบ้าง แต่อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นหลังกินยาไปได้ประมาณ  1 สัปดาห์ ทั้งนี้หากเกิดผลข้างเคียงอื่นๆ นอกเหนือจากนี้แนะนำให้รีบเข้าพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการขอคำปรึกษาเพื่อความปลอดภัยในการทานยาในครั้งต่อๆ ไป

ประสิทธิภาพของยาเพร็พ :

ถึงแม้ยาเพร็พจะได้ชื่อว่ามีผลช่วยต้านการได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี แต่ผลการทดสอบในปัจจุบันพบว่า ยาเพร็พยังไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% ดังนั้นในการรับประทานควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน สำหรับเรื่องของผลข้างเคียงในยาเพร็พที่อาจเกิดขึ้น เช่น อาจจะมีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะได้เล็กน้อยในช่วงแรกของการทานยา และมักจะดีขึ้นหลังกินยาไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามคนที่ใช้ยาเพร็พควรจะเข้ารับการตรวจเลือดทุกๆ 3 เดือน 

ข้อควรระวัง : 

สำหรับผู้ที่สนใจทานยาเพร็พเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานทุกครั้ง และควรมีการทานยาต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อประสิทธิภาพในการต้านทางเชื้อไวรัส แต่อย่างที่ทราบว่ายาเพร็พไม่สามารถป้องกันการรับเชื้อได้ 100% ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรให้ความสำคัญกับการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ร่วมกับการใช้ยา แต่หากใครที่ยังมีข้อสงสัย และอยู่ในกลุ่มผู้ที่เหมาะสมที่จะทานยาเพร็พ สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหนึ่งในช่องทางที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย และไม่ต้องกังวลกับการเขินอายในการเข้ารับการตรวจ คือ การติดต่อมูลนิธิเพื่อรัก มูลนิธิที่ร่วมรณรงค์เรื่องการเรียนรู้และการเข้าใจด้านสุขอนามัยทางเพศที่ถูกต้อง โดยสามารถติดต่อขอคำแนะนำเพื่อปรึกษาลักษณะอาการที่เป็นอยู่ผ่านช่องทาง Line, Email รวมไปถึงการจองคิวเข้าตรวจอาการฟรี ได้ที่ www. love2test.org

ตรวจเอชไอวี..ประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

ตรวจเอชไอวี..ประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

ปัญหาการติดเชื้อเอชไอวี และเอดส์ เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตทั่วโลก และยังเป็นโรคที่คุกคามมนุษยชาติที่ร้ายแรงที่สุดโรคหนึ่งในปัจจุบันนี้ เนื่องจากยังเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ด้วยการทานยาต้านไวรัส เพื่อสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป จะดีกว่าไหมถ้าหากเราคิดจะป้องกันโรคนี้ไว้ก่อน ย่อมดีกว่าการรักษาแน่นอนใช่ไหมครับ

เอชไอวีคืออะไร?

เอชไอวี (HIV) ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง สามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการสัมผัสเชื้อโดยตรงผ่านสารคัดหลั่ง เช่น เลือด, น้ำอสุจิ, น้ำเหลือง, และน้ำนมแม่ เอชไอวีเป็นสาเหตุของ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลส์เม็ดเลือดที่จำเป็นของร่างกาย (หรือที่เรียกว่า CD4) ทำให้ระบบภูมิต้านทานล้มเหลว และทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อน

การตรวจ เอชไอวี มีกี่แบบ

การตรวจแบบ Anti-HIV​​​​ 

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในช่วงระยะเวลานานกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา โดยการตรวจหาภูมิคุ้มกัน (antibody) ของร่างกายที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองการที่มีเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย สามารถให้ผลได้ใน 1-2 ชั่วโมงหลังการตรวจ ซึ่งผลที่ได้จะเป็นผลที่ย้อนหลังไปประมาณ 1 เดือนก่อนหน้านี้

การตรวจแบบ NAT (Nucleic Acid Testing)

การหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี หรือแกนในของเชื้อ เป็นวิธีที่มีความไวที่สุด สามารถชี้วัดผลจากร่างกายย้อนหลังไปประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับความเสี่ยง วิธีนี้ใช้ในการตรวจคัดกรองเลือดผู้บริจาคโลหิต แต่ยังไม่นำมาใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสถานพยาบาล

การตรวจแบบ Rapid HIV Test

ใช้เวลาในการรอผลเพียง 20 นาทีเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะได้ผลตรวจที่เร็วกว่าวิธีอื่น ๆ แต่ก็เป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น แม้ว่าผลตรวจจะออกมาเป็นบวก (พบเชื้อ HIV) ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการตรวจซ้ำอีกครั้งด้วยวิธีการอื่นเพื่อยืนยัน

การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี

หรือ เรียกอีกชื่อว่า การตรวจแบบ NAAT – Nucleic Acid Amplification Testing จะทำการตรวจโปรตีนของเชื้อที่ชื่อว่า p24 (HIV p24 antigen testing) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ตรวจการติดเชื้อในระยะแรกที่ผู้ได้รับเชื้อยังไม่สร้างแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV) หรือมีระดับแอนติบอดีที่ต่ำจนไม่สามารถตรวจวัดได้ สามารถตรวจได้ภายหลังการติดเชื้อประมาณ 14-15 วัน

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง

HIV Self Testing เป็นอุปกรณ์สำหรับการทดสอบเชื้อไวรัสเอชไอวี ผู้ตรวจจะเก็บตัวอย่างจากเลือดที่ปลายนิ้วเพียง 1 หยด และแปลผลเบื้องต้นด้วยตัวเอง วิธีการตรวจแบบนี้ มีความเป็นส่วนตัว สามารถตรวจที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดข้าวหรือน้ำแต่อย่างใด รู้ผลภายใน 1 นาที มีความแม่น 99%

ใครบ้างที่ควรไปตรวจ เอชไอวี

  • ผู้ที่ไม่สวมใส่ถุงยางอนามัย
  • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้อื่น
  • ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • ผู้ป่วยวัณโรค
  • มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงจากการปฏิบัติหน้าที่
  • การเตรียมพร้อม ก่อนสมรส และก่อนวางแผนตั้งครรภ์

ตรวจเอชไอวี ต้องรอกี่วัน ?

หลักการตรวจเอชไอวี จะขึ้นอยู่กับช่วงระยะฟักตัว หรือ Window Period เป็นช่วงที่หากร่างกายได้รับเชื้อมาแล้วจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันออกมาเพื่อต่อสู้กับไวรัส ซึ่งหากระยะเวลาน้อยเกินไปเราก็ไม่อาจตรวจเจอเชื้อเอชไอวี ได้นั่นเอง โดยปกติมักจะใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือนถึงจะตรวจเจอระดับของภูมิคุ้มกันนี้ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งหากคุณตรวจเลือดในช่วงก่อนหน้านี้อาจไม่พบเชื้อเอชไอวี ทั้ง ๆ ที่ความจริงอาจมีเชื้ออยู่ก็ได้

วิธีการตรวจ HIVระยะ Window Periodรู้ผลภายใน
Nucleic Acid Test : NAT5-7 วัน5 วัน
Anti-HIV น้ำยา 4thGen14 วัน1 วัน
Anti-HIV น้ำยา 3thGen21 วัน1 วัน
ชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง21 วัน – 3 เดือน1 นาที

ประโยชน์ของการตรวจ เอชไอวี

การตรวจเอชไอวีสามารถนำไปสู่ชีวิตที่มีประสิทธิผลดีขึ้น เป็นก้าวแรกในการเรียนรู้สถานะเอชไอวีของคุณ และเป็นก้าวแรกในการดูแลชีวิตของคุณ โดยการตรวจคุณสามารถมั่นใจได้ว่าคุณได้รับการรักษาโรคอื่นๆ ที่อาจติดเชื้อจากไวรัสเอชไอวี คุณจะสามารถเริ่มการรักษาเอชไอวีได้  การตรวจเอชไอวีไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณควบคุมชีวิตได้ แต่ยังช่วยลดมลทินจากโรคนี้ และช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้น

  • สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที
  • ได้รับการรักษา จะทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง
  • วางแผนป้องกันคู่ของตนเองติดเชื้อ และชวนคู่ไปตรวจเลือดได้ 
  • วางแผนป้องกันการติดเชื้อไปสู่ลูกได้ 
  • ป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีได้

สามารถตรวจ เอชไอวี ได้ที่ไหนบ้าง?

คนไทยสามารถตรวจ เอชไอวี ฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง เพียงแค่มีบัตรประชาชน ก็สามารถเข้ารับการตรวจได้ เฉพาะโรงพยาบาลรัฐและศูนย์อนามัย คลินิกที่ร่วมโครงการ หรือสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกได้ ซึ่งแต่ละที่จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไป ค่าบริการประมาณ 500 – 1,000 บาท/ครั้ง และอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครที่ไม่สะดวกเดินทางไปยังสถานพยาบาลต่าง ๆ ในช่วงที่มีโควิดระบาดอยู่ในตอนนี้ การตรวจด้วย ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง (HIV SELF TEST) ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้คุณรู้สถานะเอชไอวีของตัวเองได้เบื้องต้น ช่วยลดความกังวลใจ และทำให้สามารถวางแผนการใช้ชีวิตต่อไปได้สามารถตรวจเองได้ที่บ้าน แม่นยำถึง 99 % และรู้ผลภายใน 1 นาทีเท่านั้นเอง

ปัจจุบันจะมีหน่วยงานต่างๆ ที่คอยช่วยพัฒนาวิธีการตรวจเอชไอวีให้สะดวกสบาย รวดเร็ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการตรวจ คือ การเตรียมความพร้อมของผู้ตรวจ กล้าที่จะเข้ารับการตรวจ เพราะยิ่งเข้ารับการตรวจได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งช่วยให้คุณสามารถวางแผนการใช้ชีวิตต่อไปได้เร็วขึ้น และ สบายใจขึ้น

สนใจจองคิวตรวจเอชไอวี รับ PrEP, PEP ฯลฯ สะดวก ง่าย และเป็นความลับ ได้ที่ LOVE2TEST จองฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

บทความที่เกี่ยวข้อง

6 เหตุผลที่ทำไมเราถึงควรตรวจเอชไอวี

6 เหตุผลที่ทำไมเราถึงควรตรวจเอชไอวี

การตรวจเอชไอวี ในปัจจุบันมีความสะดวกสบายขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากที่คุณจะตรวจได้ฟรีปีละ 2 ครั้งที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศแล้ว คุณยังสามารถรู้ผลได้อย่างรวดเร็วภายในวันเดียวอีกด้วย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลารอนานเหมือนอย่างแต่ก่อน การตรวจเอชไอวีจึงเข้าถึงได้ง่าย แต่หลายคนยังคงลังเล ไม่กล้าที่จะไปตรวจเลือดแม้จะมีความเสี่ยงสูงก็ตาม วันนี้ เรามีเหตุผล 6 ข้อดี ๆ ที่เพราะอะไรเราจึงควรตรวจเอชไอวีมาฝากครับ

ทำไมเราถึงควรตรวจ HIV ?

  1. ตรวจเอชไอวี ลดความเครียด ลดความวิตกกังวล
  2. ตรวจเอชไอวี ช่วยให้ผู้ที่มีเชื้อเข้าสู่การรักษาได้ทันที
  3. ตรวจเอชไอวี เป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันตัวเองที่ดี
  4. ตรวจเอชไอวี ทำให้วางแผนครอบครัวที่ดีได้ในอนาคต
  5. ตรวจเอชไอวี เพิ่มความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  6. ตรวจเอชไอวี ช่วยให้กิจกรรมทางเพศของเราปลอดภัย

ข้อดีตรวจ HIV ตรวจเอชไอวี ตรวจเอดส์ ตรวจซิฟิลิส ชุดตรวจเอดส์ โรคเอดส์

ตรวจเอชไอวี ช่วยลดความเครียด ลดความวิตกกังวล

ส่วนใหญ่ของผู้ที่ตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสเอชไอวี มักจะมีความเสี่ยงมาแล้วทั้งนั้น จึงมีความกังวลใจว่า ตัวเองจะติดเชื้อหรือไม่ ความเสี่ยงที่อาจทำให้ได้รับเชื้อเอชไอวีมาได้แก่

  • การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ไม่สวมถุงยางอนามัย
  • การมีเพศสัมพันธ์ในสภาวะที่ไม่พร้อม เมาขาดสติ
  • การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือใช้บริการผู้ให้บริการทางเพศ
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

เมื่อตัดสินใจตรวจเอชไอวี และทราบผลตรวจที่ได้ จะช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวลที่มีก่อนตรวจลงไปได้มาก ในกรณีที่ผลตรวจเป็นลบ ก็ทำให้คุณโล่งใจไปได้ และหากผลตรวจเป็นบวก ก็ทำให้คุณวางแผนในการใช้ชีวิตต่อไปได้ ไม่ใช่ค้างคา ไม่ทราบผลตรวจของตนเองเสียที บางคนคิดจินตนาการไปไกล รวมกับอาการวิตกกังวลต่าง ๆ ทำให้เครียดจนรู้สึกป่วย ไม่สบาย พาลคิดว่าอาการเหล่านี้ คือ อาการของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ทั้งที่ความจริงแล้ว คนที่มีเชื้อ แทบจะไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาให้เห็นเลย สิ่งที่จะรู้ได้ มีเพียงการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัสเอชไอวีเท่านั้น

ตรวจเอชไอวี ช่วยให้ผู้ที่มีเชื้อเข้าสู่การรักษาได้ทันที

เมื่อผู้ตรวจทราบว่าตนเองมีเชื้อเอชไอวี แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาลเหล่านั้น จะช่วยเหลือคุณอย่างเต็มที่ และนำคุณเข้าสู่กระบวนการรักษาทันที ข้อดีของการรักษาที่รวดเร็วนี้ ส่งผลให้คุณไม่เจ็บป่วยง่าย ไม่เกิดโรคฉวยโอกาส อันเป็นสาเหตุนำไปสู่ภาวะโรคเอดส์ ซึ่งการรักษาเอชไอวี วิธีที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ คือ การทานยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฤทธิ์ของยาไปช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสเอชไอวีที่มีในร่างกาย หากผู้ติดเชื้อทานยาดีมีวินัย จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง ถึงแม้โรคนี้จะยังไม่สามารถหายขาดได้ แต่การทานยาต้านไวรัสเอชไอวีสม่ำเสมอ จะช่วยกดเชื้อให้เหลือน้อยมาก จนแทบตรวจไม่พบ เข้าสู่ภาวะ U=U ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ ทำให้ผู้ที่มีเชื้อ ไม่สามารถแพร่ไวรัสเอชไอวีให้กับคู่นอนได้ คุณจึงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป ทำกิจกรรมทุก ๆ อย่างได้เหมือนคนอื่นโดยไม่ต้องกังวลใจเลย

ตรวจเอชไอวี เป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันตัวเองที่ดี

เมื่อตรวจเอชไอวี ก็หมายถึงคุณมีความใส่ใจในสุขภาพทางเพศของตัวเอง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาด และป้องกันตัวเองได้อย่างปลอดภัย ด้วยการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย เช่น

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
  • ทานยาเพร็พอย่างถูกวิธี
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • งดเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ขาดสติขณะมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติ มีได้แต่ต้องฉลาดป้องกันด้วย เพราะการปลอดเชื้อ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ก็ย่อมดีกว่า หากรู้ก่อนก็ป้องกันตัวเองได้ก่อน ลดโอกาสการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศอื่น ๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการรับผิดชอบต่อตัวเองแล้ว ยังส่งผลดีต่อคู่นอนหรือคนรักของคุณที่ได้รู้สึกสบายใจไร้กังวลอีกด้วย

ตรวจเอชไอวี ทำให้วางแผนครอบครัวที่ดีได้ในอนาคต

สำหรับใครที่วางแผนแต่งงาน มีครอบครัว การตรวจเลือดเอชไอวี เป็นเรื่องที่จำเป็นไม่แพ้กับการตรวจสุขภาพอื่น ๆ ของทั้งสองฝ่ายเลยทีเดียว เพราะเป็นการเช็คความพร้อมสำหรับการมีบุตร การตรวจเลือดก่อนจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกของคุณติดเชื้อเอชไอวีรวมทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ หากผู้เป็นพ่อและแม่มีเชื้อ การตรวจเอชไอวี ก็ไม่ต่างจากการตรวจสุขภาพทั่วไปนัก แต่แพทย์จะมีการซักประวัติผู้ตรวจโดยละเอียด และเข้าสู่กระบวนการตรวจตามขั้นตอน เพื่อเตรียมพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น หากพบเชื้อก็สามารถรักษาได้ทันที โดยที่ไม่แพร่เชื้อไปสู่คนรักของตน และวางแผนการใช้ชีวิตครอบครัวต่อไปอย่างมีสุขภาพดีและมีความสุข

ตรวจเอชไอวี เพิ่มความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ก่อนและหลังการตรวจเอชไอวี แพทย์หรือเจ้าหน้าที่จะมีการให้คำแนะนำ คำปรึกษา เกี่ยวกับไวรัสเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงโรคเอดส์แก่ผู้ตรวจด้วย ซึ่งไม่ใช่บทสนทนาทั่วไป ที่คุณจะสามารถพูดคุยได้กับคนทั่วไปได้ แพทย์หรือเจ้าหน้าที่จะให้ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันโรคที่ถูกต้อง ทำให้คุณได้เรียนรู้ข้อมูลใหม่ ๆ ที่ตลอดทั้งชีวิตอาจจะไม่ให้ความสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือหากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับไวรัสเอชไอวีในข้อใด ก็สามารถสอบถามได้โดยตรง เพื่อคลายความสงสัยลงไปได้ สถานบริการที่ให้ตรวจเอชไอวี เจ้าหน้าที่จะได้รับการอบรมเฉพาะทางเกี่ยวกับด้านนี้ เพื่อที่คุณจะได้มีแนวทางในการป้องกันตนเองได้ ไม่ให้ติดเชื้อตลอดไป หรือในกรณีที่มีเชื้อ ก็จะได้มีเพื่อนคุยปรึกษา วิธีการรักษาและการดูแลตัวเองไม่ให้เจ็บป่วย

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้แก่

ซิฟิลิสฝีมะม่วง
หนองในแท้หูดหงอนไก่
หนองในเทียมไวรัสตับอักเสบบี
เริมที่อวัยวะเพศไวรัสตับอักเสบซี
แผลริมอ่อนเชื้อเอชพีวี

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เอดส์ เอชไอวี STD HIV AIDS ซิฟิลิส หนองใน เริม หูด ไวรัสตับอักเสบซี ไวรัสตับอักเสบบี

ตรวจเอชไอวี ช่วยให้กิจกรรมทางเพศของเราปลอดภัย

ในกรณีผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติ เพียงแต่ต้องป้องกันด้วยการสวมถุงยางอนามัยที่ถูกต้องร่วมกับการทานยาอย่างเคร่งครัดด้วย ในปัจจุบัน มีตัวยาที่ช่วยป้องกันเอชไอวีได้มากกว่า 90% ออกมาเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญ สำหรับผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย มีความเสี่ยงหลายครั้ง รวมถึงคู่รักที่มีผลเลือดต่าง ที่มีชื่อว่า “ยาเพร็พ (PrEP)” คือยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่ยังไม่มีเชื้อเอชไอวีเท่านั้น โดยจะทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อทุกวัน วันละหนึ่งเม็ดต่อเนื่อง ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี ตัวยาที่ทานเข้าไปนี้จะช่วยยับยั้งไวรัสไม่ให้แตกตัวและแพร่กระจายในร่างกายได้ แต่ก็ควรใช้ยาเพร็พ ร่วมกับการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อประสิทธิผลสูงสุดและมีความปลอดภัย

ยาเพร็พ (PrEP) ไม่มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป เพราะเป็นยาที่ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ก่อนการเริ่มยาจะต้องมีการตรวจเอชไอวีและค่าอื่น ๆ ของร่างกายที่เกี่ยวข้องเสียก่อน รวมทั้งผู้ที่ใช้ยานี้จะต้องมีการตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ 3 เดือนด้วยครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี

ถาม : นานแค่ไหนกว่าจะได้รับผลตรวจเอชไอวี ?
ตอบ = ผลตรวจเอชไอวีโดยปกติสามารถรับผลตรวจได้ภายใน 1 วัน ซึ่งแล้วแต่การทำงานของแต่ละสถานพยาบาล และวิธีการตรวจเอชไอวีด้วย
ถาม : จำเป็นต้องถูกซักประวัติมากน้อยเพียงใด ?
ตอบ = แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ จำเป็นต้องซักประวัติผู้ตรวจก่อนทำการตรวจเท่าที่จำเป็น เพื่อประเมินความเสี่ยง ตามมาตรฐานขั้นตอนการปรึกษา และข้อมูลจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ
ถาม : ผลการตรวจระบุว่า Non-reactive หมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ = หมายความว่า ผลปกติ ไม่ติดเชื้อเอชไอวี
ถาม : ควรตรวจเอชไอวีบ่อยแค่ไหน ?
ตอบ = แนะนำให้ตรวจเอชไอวีอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และควรตรวจหลังมีความเสี่ยงทุกครั้ง รวมไปถึงการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย
ถาม : ระยะฟักตัว หรือ Window Period คืออะไร ?
ตอบ = ระยะที่เชื้อเอชไอวีฟักตัว ซึ่งในระหว่างนี้จะไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ ระยะเวลาที่สามารถตรวจได้ตามวิธีการตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ 7 วัน, 2 สัปดาห์ และ 1 เดือนขึ้นไป หลังมีความเสี่ยง

จากเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา ทุกคนคงทราบแล้วว่า การตรวจเอชไอวีมีประโยชน์มากมาย เมื่อเราทราบสถานะของตนเอง เราก็จะสามารถวางแผนต่อไปได้ นำไปสู่การป้องกันและการรักษา เชื้อไวรัสเอชไอวีก็จะไม่ถูกส่งต่อออกไปในวงกว้าง ช่วยลดปัญหาผู้ป่วยโรคเอดส์ลงได้ในที่สุดครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ