หูดหงอนไก่ คืออะไร รักษาได้ไหม ป้องกันยังไง?

หูดหงอนไก่
หูดหงอนไก่

หูดหงอนไก่ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่พบบ่อย มักพบในผู้ใหญ่ช่วงวัยเจริญพันธุ์ เกิดจากการติดเชื้อ ไวรัสฮิวแมนแปปพิลโลมาไวรัส (HPV) ชนิดที่ทำให้เกิดหูด ส่งผลให้มีติ่งเนื้อขรุขระคล้ายหงอนไก่ ขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ หรือทวารหนักและในบทความนี้ เราจะศึกษาเกี่ยวกับหูดหงอนไก่ อาการ การรักษา และกลยุทธ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

สาเหตุของหูดหงอนไก่

หูดหงอนไก่นั้นเกิดจากสายพันธุ์ของ HPV บางประเภทโดยทั่วไปคือชนิด 6 และ 11 HPV ถูกแพร่กระจายผ่านการสัมผัสระหว่างมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนักกับผู้ที่ติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายทอดผ่านกิจกรรมทางเพศที่ไม่ได้รวมถึงการสัมผัสด้วยอวัยวะเพศอีกด้วย

อาการของหูดหงอนไก่

อาการของหูดหงอนไก่ (Genital warts) มักจะแตกต่างไปตามแต่ละบุคคลและสภาพแวดล้อม อาการทั่วไปของหูดหงอนไก่มีอะไรบ้าง

  • ตุ่มหรือไฝที่มีลักษณะเป็นเนื้อหนาๆ: มักพบตุ่มเล็กๆ หรือไฝที่มีลักษณะเป็นเนื้อหนาๆ สีเนื้อ อาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • พบเป็นกลุ่มก้อน: หูดหงอนไก่มักจะปรากฏเป็นกลุ่มหรือสามารถเชื่อมกันเป็นรูปแบบของแผลเล็กๆ หรือแผลที่มีรูปร่างคล้ายดอกกะหล่ำปลี
  • อาการคันหรือระคายเคือง: บางครั้งหูดหงอนไก่อาจทำให้รู้สึกคันหรือระคายเคืองในบริเวณที่มีแผลปรากฏ
  • เลือดออก: ในบางกรณีอาจเกิดการเลือดออก สามารถเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม มีบางครั้งที่หูดหงอนไก่อาจไม่แสดงอาการใดๆ หรือมีอาการน้อย ในกรณีนี้การตรวจหาและวินิจฉัยโดยแพทย์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อความแน่ใจและการรักษาที่เหมาะสม

การตรวจวินิจฉัย หูดหงอนไก่

การตรวจวินิจฉัยมักจะใช้การตรวจด้วยตาโดยบุคลากรทางการแพทย์ ในบางกรณีอาจต้องทำการตัดตัวอย่างเพื่อยืนยันการตรวจวินิจฉัยโดยเฉพาะถ้าหูดเป็นลักษณะที่แปลกกว่าปกติหรือมีข้อกังวลอื่นๆ

วิธีการรักษาหูดหงอนไก่ที่นิยมใช้

หูดหงอนไก่สามารถรักษาได้แต่ปัจจุบันจะยังไม่มีทางรักษา HPV ให้หายขาด แต่การรักษาก็มีเพื่อจัดการกับอาการของหูดที่อวัยวะเพศและลดการแพร่กระจายของเชื้อ ตัวเลือกการรักษาหูดที่อวัยวะเพศอาจรวมถึง

  • ยาทาเฉพาะที่: อาจทาครีมหรือขี้ผึ้งตามใบสั่งแพทย์ที่มี imiquimod หรือ podofilox โดยตรงกับหูดเพื่อช่วยลดขนาดและทำให้จางลง
  • การผ่าตัด: หูดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาเฉพาะที่อาจต้องได้รับการผ่าตัดออก ซึ่งสามารถทำได้ผ่านขั้นตอนต่างๆ เช่น การแช่แข็ง การจี้ด้วยไฟฟ้า การเผาไหม้ หรือการบำบัดด้วยเลเซอร์
  • การบำบัดด้วยสารเคมี: ผู้ให้บริการด้านสุขภาพบางรายอาจใช้สารเคมี เช่น กรดไตรคลอโรอะซิติก (TCA) หรือกรดไบคลอโรอะซิติก (BCA) เพื่อทำลายหูด
  • การฉีดอินเตอร์เฟอรอน: ในบางกรณีที่พบไม่บ่อย อาจใช้การฉีดอินเตอร์เฟอรอนเพื่อเพิ่มการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยต่อสู้กับไวรัส

การป้องกัน หูดหงอนไก่

การป้องกันหูดหงอนไก่และการติดเชื้อ HPV อื่น ๆ โดยส่วนมากเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและการได้รับวัคซีน วิธีการป้องกัน

  1. ใช้ถุงยางอนามัย: การใช้ถุงยางอย่างสม่ำเสมอในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์สามารถลดความเสี่ยงของการถ่ายทอด HPV แม้ว่าจะไม่ได้ป้องกัน 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอชไอวีได้อย่างมาก
  2. รับวัคซีน: วัคซีน HPV เช่น Gardasil และ Cervarix มีให้ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่สายพันธุ์ที่พบได้มากที่สุดของไวรัส รวมถึงบางคนที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ การฉีดวัคซีนนั้นสามารถฉีดทุกเพศ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ไม่พึงประสงค์
  3. ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ: ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้

สุดท้ายแล้ว หูดหงอนไก่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วไปที่เกิดจากเชื้อ HPV บางสายพันธุ์ แม้ว่าอาการเหล่านี้จะเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญหรือไม่สบายใจ แต่ก็มีทางเลือกในการรักษาเพื่อจัดการกับอาการและลดการแพร่กระจาย การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การฉีดวัคซีน และการเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันหูดที่อวัยวะเพศและการติดเชื้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ HPV หากคุณสงสัยว่าคุณอาจมีหูดที่อวัยวะเพศหรือเคยติดเชื้อ HPV จำเป็นต้องปรึกษาผู้ให้บริการด้านสุขภาพเพื่อรับการวินิจฉัยและการจัดการที่เหมาะสม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ | Sexually Transmitted Diseases

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ Sexually Transmitted Diseases
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ Sexually Transmitted Diseases

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted diseases) หรือที่เรียกกันว่า กามโรค เป็นโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อโรคสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสทางผิวหนังโดยตรงกับบริเวณที่ติดเชื้อ เช่น อวัยวะเพศ ช่องปาก ทวารหนัก หรือผ่านการสัมผัสกับของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำอสุจิ เลือด น้ำหล่อลื่น หากไม่ได้รับการรักษา โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สาเหตุเกิดจากอะไร?

สาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  • เชื้อโรคจากแบคทีเรีย (Bacterial infections) เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส
  • เชื้อโรคจากไวรัส (Viral infections) เช่น เอชไอวี/เอดส์ เอชพีวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี หูดหงอนไก่ เริมที่อวัยวะเพศ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาการเป็นอย่างไร?

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาการเป็นอย่างไร

อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละโรค ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค ความรุนแรงของการติดเชื้อ และภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วย โดยทั่วไปแล้ว อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจพบได้ดังนี้

  • มีตกขาวผิดปกติ
  • มีหนอง หรือเลือดไหลออกจากอวัยวะเพศ
  • มีผื่นหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศ
  • คันหรือแสบบริเวณอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • เจ็บอวัยวะเพศขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว
  • น้ำหนักลด อ่อนเพลีย

การวินิจฉัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การตรวจวินิจฉัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค ระยะของการติดเชื้อ และอาการของผู้ป่วย โดยทั่วไปแล้ว การตรวจวินิจฉัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจรวมถึง

  1. การตรวจร่างกาย จะช่วยให้แพทย์มองเห็นอาการผิดปกติที่อาจบ่งชี้ถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น การมีตุ่มหนองที่อวัยวะเพศ ตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่เกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือน เป็นต้น
  2. การตรวจเลือด เป็นวิธีวินิจฉัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่แม่นยำที่สุด การตรวจเลือดสามารถตรวจหาเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น เชื้อซิฟิลิส เชื้อหนองใน เชื้อเอชไอวี เป็นต้น
  3. การตรวจปัสสาวะ สามารถตรวจหาเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น หนองในแท้หนองในเทียม เอชพีวี เป็นต้น
  4. การตรวจชิ้นเนื้อ เป็นวิธีวินิจฉัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่แพทย์อาจพิจารณาใช้ในกรณีที่การตรวจร่างกายหรือการตรวจเลือดไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยมีอะไรบ้าง

การรักษา โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค ความรุนแรงของอาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยทั่วไปแล้ว การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะมุ่งเน้นไปที่การกำจัดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค การรักษาอาจใช้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส หรือการผ่าตัด ตัวอย่างการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • หนองในแท้ (gonorrhea) รักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดฉีดหรือชนิดรับประทาน
  • หนองในเทียม (chlamydia) รักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน
  • ซิฟิลิส (syphilis) รักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดฉีด
  • หูดหงอนไก่ (genital warts) รักษาด้วยยาทา ยาฉีด หรือการผ่าตัด
  • เริม (herpes) รักษาด้วยยาต้านไวรัส
  • เอชไอวี (HIV) ควบคุมการติดเชื้อด้วยยาต้านไวรัส (ARV)

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ป้องกันได้อย่างไร?

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ป้องกันได้อย่างไร

การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถทำได้โดย

  • การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย โดยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่สัมผัสกับอวัยวะเพศ หรือบริเวณอวัยวะเพศของผู้ป่วย
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ
  • รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวีคซีน เช่น ไวรัสตับอักเสบบี เอชพีวี
  • ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถป้องกันได้ โดยการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย โดยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การรักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ และหมั่นตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ ดังนั้น หากสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที

หูดข้าวสุก | Molluscum contagiosum

หูดข้าวสุก Molluscum contagiosum
หูดข้าวสุก Molluscum contagiosum

หูดข้าวสุก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Molluscum contagiosum virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสคนละชนิดกับที่ทำให้เกิดหูดทั่วไป เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั่วโลก และจะมีอัตราการเกิดมากขึ้นในประเทศเขตร้อน พบได้ทุกเพศทุกวัย ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถเข้าไปในผิวหนังที่แตก ลอก หรือผิวหนังที่เป็นแผล และกลายเป็นหูดข้าวสุกได้ แต่จะไม่มีผลกระทบต่ออวัยวะภายใน

การวินิจฉัยหูดข้าวสุก

หูดข้าวสุก สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจรอยโรคที่ผิวหนังด้วยตาเปล่า ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะคือ เป็นตุ่มที่มีรอยบุ๋มคล้ายสะดือตรงกลางรอยโรค แต่ในผู้ป่วยที่มีลักษณะของรอยโรคไม่ชัดเจน แพทย์จะตัดชิ้นเนื้อที่รอยโรคเพื่อไปตรวจทางพยาธิวิทยา หรือเพียงแต่ใช้เข็มเจาะหรือดูดเอาสารภายในรอยโรคมาย้อมสีด้วยเทคนิคทางการแพทย์ เพื่อตรวจหาก้อน Molluscum bodies ซึ่งจะเห็นเป็นสารสีส้มในสไลด์  ในรายที่มีหูดข้าวสุกขึ้นกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก หรือหูดข้าวสุกมีขนาดใหญ่ แพทย์อาจขอตรวจเลือดดูว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ร่วมด้วยหรือไม่

ลักษณะอาการของหูดข้าวสุก

ลักษณะอาการของหูดข้าวสุก
  • เป็นตุ่มสีเนื้อที่ผิวหนัง ไม่มีอาการคันหรือเจ็บ ขนาดประมาณ 2-5 มิลลิเมตร
  • มักพบบริเวณใบหน้า แขน/ขา ในเด็ก และบริเวณอวัยวะเพศในผู้ใหญ่
  • ในรายที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง อาจมีอาการผื่นแดงคันบริเวณหูดข้าวสุกร่วมด้วย ซึ่งอาการผื่นแดงคันนี้ จะหายไปเมื่อทำการรักษาหูดข้าวสุก
  • ในผู้ป่วยโรคเอดส์ ปริมาณของหูดจะเกิดมากกว่าในคนที่ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคปกติ และมักดื้อต่อการรักษา
  • หูดข้าวสุกนั้น สามารถหายได้เองแม้ไม่ได้ทำการรักษาที่ระยะเวลาประมาณ 2-9 เดือน มีส่วนน้อยมากที่อาศัยเวลา 2-3 ปีจึงหาย

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นหูดข้าวสุก

ทุกคนสามารถมีโอกาศติดเชื้อไวรัส molluscum contagiosum แต่คนบางกลุ่มมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อมากกว่าคนอื่น คือ

  • เด็กที่มีช่วงอายุ 1-10 ขวบ
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน
  • ผู้ที่สัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยที่เป็นหูดข้าวสุก
  • นักกีฬาที่ต้องมีการสัมผัสโดยตรงทาง ร่างกายกับผู้อื่น
  • ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง  หรือโรคผิวหนังอื่น ๆ ที่เป็นผื่นแล้วต้องเกาบ่อย ๆ
  • ผู้ที่อยู่อาศัยในโซนเขตร้อน
  • ผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ 

การป้องกันหูดข้าวสุก

  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสรอยโรค การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่เป็นหูดข้าวสุก
  • ควรล้างมือให้สะอาดอยู่เป็นประจำ
  • ไม่ใช้สิ่งของหรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • ออกกำลังกายเ็นประจำ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

การรักษาหูดข้าวสุก

การรักษา หูดข้าวสุก

ปัจจุบันหูดข้าวสุกไม่มียารักษาโดยตรงเฉพาะโรค เพราะสามารถหายได้เองแต่ใช้เวลาหลายเดือน ซึ่งทางเลือกการรักษาช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโรค ได้แก่ การจี้ด้วยความเย็น เพื่อทำลายหูด ใช้อุปกรณ์ปลายแหลมบ่งตุ่ม หูดข้าวสุกและกดออก และใช้ยาทาเพื่อทำลายเซลล์ติดเชื้อหูดข้าวสุก แนะนำให้เข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

ขอบคุณข้อมูล : medthai, ihealzy

หูดข้าวสุก เป็นหูดที่มีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีแดง และมีสารคล้ายข้าวสารอยู่ข้างใน ลักษณะเป็นรูปทรงโดมและเห็นเป็นจุดบุ๋มตรงกลาง คล้ายเม็ดสิวแต่ไม่มีการอักเสบ ถ้าบีบก็จะมีสารสีขาวข้นไหลออกมา จึงเรียกกันว่า “หูดข้าวสุก” แม้อาการอาจดูไม่ร้ายแรง แต่ก็สามารถนำพาความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆได้เช่นกัน แถมยังสร้างความรำคาญใจและไม่สะดวกในการใช้ชีวิตให้อีกด้วย ดังนั้น การป้องกันตัวเองจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย

พฤติกรรมเสี่ยงแบบไหนที่อาจทำให้คุณติดซิฟิลิส

พฤติกรรมเสี่ยงแบบไหนที่อาจทำให้คุณติดซิฟิลิส
พฤติกรรมเสี่ยงแบบไหนที่อาจทำให้คุณติดซิฟิลิส

ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียชนิด Treponema pallidum มีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 4 สัปดาห์จนถึง 3 เดือน ชอบบริเวณที่มีความชื้น แพร่กระจายจากบุคคลต่อบุคคล ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทางช่องคลอด ช่องทางทวาร หรือช่องปาก โดยไม่ได้ป้องกัน หากไม่รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ ส่งผลต่อระบบประสาท หัวใจ สมอง ระบบต่างๆ ของร่างกาย และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดซิฟิลิส

มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางซิฟิลิส มักติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อซิฟิลิส
 เปลี่ยนคู่นอนบ่อยการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อซิฟิลิสได้ เนื่องจากมีโอกาสมากขึ้น ที่จะมาติดต่อกับคนที่ติดเชื้อ
มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อซิฟิลิส หรือติดเชื้อโรคติดเชื้อทางเพศอื่นๆ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อซิฟิลิสให้เรามากขึ้น
 ใช้สารเสพติดชนิดฉีดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สามารถทำให้ติดเชื้อซิฟิลิสได้เช่นกัน เพราะซิฟิลิสติดต่อกันได้ผ่านทางเลือด
มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ที่มีเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซิฟิลิส สูงขึ้น

ซิฟิลิสแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ 

ซิฟิลิสแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ 

ระยะแรก (Primary Stage Symptoms)

ผู้ป่วยมักมีแผลริมแข็ง (chancre) อาจเป็นแผลเดียวหรือหลายแผล ไม่มีอาการเจ็บ ส่วนมากเกิดในตำแหน่งที่ผู้ป่วยมีเพศสัมพันธ์ เช่น อวัยวะเพศ ริมฝีปาก ช่องปาก ทวารหนัก ไส้ตรง แผลอาจคงอยู่ราว 3 ถึง 6 สัปดาห์แล้วหายเอง หากผู้ป่วยไมได้รับการักษาโรคจะดำเนินเข้าสู่ระยะที่สอง เนื่องจากแผลดังกล่าวไม่เจ็บและส่วนมากเกิดในที่ลับ ผู้ป่วยจึงอาจไม่ทันสังเกตเห็นก่อนที่แผลจะหายไป

ระยะที่สอง (Secondary Stage Symptoms)

ผู้ป่วยมักมีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้ารวมถึงอาจมีผื่นขึ้นที่ส่วนอื่นของร่างกาย ผื่นมีสีแดงน้ำตาล ไม่คัน อาจมีแผลเจ็บในปากหรือในช่องคลอดได้ บางครั้งอาจเรียกว่า “ระยะออกดอก” ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่น เช่น ไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ผมร่วง อ่อนเพลีย ซึ่งอาการดังกล่าวอาจหายไปเอง หากผู้ป่วยไม่ได้รับการักษาโรคจะดำเนินเข้าสู่ระยะถัดไป

ระยะแฝง (Latent Stage Symptoms)

ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใด ๆ ได้นานหลายปี โรคซิฟิลิสในระยะนี้อาจตรวจพบได้จากการเจาะเลือดเท่านั้น

ระยะที่สาม (Tertiary Stage Symptoms)

ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะก่อนหน้านี้จะเข้าสู่ระยะที่สาม เชื้อโรคอาจทำลายหัวใจ สมอง ตา รวมถึงอวัยวะอย่างอื่น ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรง เช่น อาการขยับแขนขาได้ลำบาก อัมพาต อาการชา ตาบอด โรคหัวใจ หรือเสียชีวิตได้ บางครั้งโรคนี้จึงถูกเรียกว่าเป็นนักเลียนแบบผู้ยิ่งใหญ่ (The Great Imitator) เนื่องจากทำให้มีอาการได้หลากหลาย คล้ายคลึงกับโรคอื่น ๆ หลายโรค

ดังนั้น ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ควรเข้ารับการตรวจทันที ซิฟิลิสอาจจะดูรุนแรง แต่ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้

การป้องกันซิฟิลิส

  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  • งดมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • ตรวจคัดกรองสุขภาพทางเพศเป็นประจำ

การรักษาซิฟิลิส

การรักษาซิฟิลิส

ซิฟิลิส  เป็นโรคที่สามารถรักษาได้หายขาด ในกรณีที่เข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อซิฟิลิส ดังนั้น หากคุณมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อซิฟิลิส ควรเข้ารับการตรวจทันที แม้ว่าจะไม่มีอาการใดๆ ก็ตาม การตรวจพบซิฟิลิส ตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม และหยุดการลุกลามของโรคได้ ส่วนการใช้ยาและชนิดของยา จะขึ้นอยู่กับระยะการติดเชื้อและดุลยพินิจของแพทย์

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

ถึงแม้ว่าซิฟิลิส สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่จะดีกว่าไหมหากเราป้องกันไม่ให้เกิดโรค ย่อมดีกว่าการรักษาอย่างแน่นอน ดังนั้นควรป้องกันตัวเองอยู่เสมอ โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพสัมพันธ์ ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพียงเท่านี้ซิฟิลิสก็เป็นโรคที่ไม่น่ากลัวอีกต่อไป