เพร็พ (PrEP) ป้องกันการติดเชื้อ HIV จริงหรือ

เพร็พ (PrEP) ป้องกันการติดเชื้อ HIV จริงหรือ

เพร็พ (PrEP) ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis คือยาที่ใช้ในการป้องกันเชื้อเอชไอวี (HIV) ก่อนการสัมผัสโรค หรือสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับหรือสัมผัสเชื้อ HIV แต่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เช่น ไม่ใส่ถุงยางอนามัยในขณะมีเพศสัมพันธ์ มีคู่นอนหลายคน ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อประมาณร้อยละ 90 แต่ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ จึงยังจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ โดยแพทย์จะให้กินยาทุกวัน วันละ 1 เม็ด อย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการตรวจหาการติดเชื้อ HIV และเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา โดยแพทย์จะนัดทุก 3 เดือน ซึ่งหากแพทย์เห็นว่าไม่มีความเสี่ยงแล้ว ก็จะสั่งให้หยุดการใช้ยา

เพร็พ (PrEP) เหมาะสมกับใครบ้าง

แม้ว่าประสิทธิภาพของยาคือการช่วยต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี แต่ยาประเภทนี้ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน หากใครที่ต้องการใช้ยาต้านไวรัสจะต้องได้รับการปรึกษาจากแพทย์ก่อน โดยกลุ่มผู้มีความเสี่ยงและเหมาะสมที่จะทานยาประเภทนี้ ได้แก่ กรณีที่มีเพศสัมพันธ์ร่วมกับคู่นอนที่มีความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหนองใน ผู้ที่ประกอบอาชีพขายบริการหรือสุ่มเสี่ยงที่จะถูกล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ในบางกรณีจะถูกนำมาใช้กับผู้ที่เสี่ยงสัมผัสเชื้อมาไม่เกิน 3 วัน เช่น กรณีของผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ กรณีถุงยางอนามัยฉีกขาดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ รวมไปถึงในกรณีที่มีการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งได้แก่

  1. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี
  2. ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  3. รักร่วมเพศ
  4. ผู้ที่ทำงานบริการทางเพศ
  5. ผู้ที่ใช้สารเสพย์ติดชนิดฉีด

วิธีการรับเพร็พ (PrEP) แบบง่ายๆ

ผู้มารับบริการจะได้รับการตรวจเอชไอวี และการทำงานของตับและไต โดยการเข้ารับการตรวจควรงดการมีเพศสัมพันธ์เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากที่ได้รับยาเพร็พ (PrEP) ครั้งแรกจะนัดตรวจเลือด 1 เดือน หลังจากนั้นนัดตรวจ HIV ทุก 3 เดือน หากต้องการหยุดยา ผู้มารับบริการต้องมาตรวจเลือดก่อนหยุดยาเพร็พ (PrEP) ทุกครั้ง นอกจากนี้ยาเพร็พ (PrEP) ยังมีความปลอดภัยสูง อาการข้างเคียงโดยปกติที่พบบ่อยช่วงแรกของการกินยาคืออาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ และรู้สึกอ่อนเพลียบ้าง แต่อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นหลังกินยาไปได้ประมาณ  1 สัปดาห์ ทั้งนี้หากเกิดผลข้างเคียงอื่นๆ นอกเหนือจากนี้แนะนำให้รีบเข้าพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการขอคำปรึกษาเพื่อความปลอดภัยในการทานยาในครั้งต่อๆ ไป

ประสิทธิภาพของยาเพร็พ :

ถึงแม้ยาเพร็พจะได้ชื่อว่ามีผลช่วยต้านการได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี แต่ผลการทดสอบในปัจจุบันพบว่า ยาเพร็พยังไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% ดังนั้นในการรับประทานควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน สำหรับเรื่องของผลข้างเคียงในยาเพร็พที่อาจเกิดขึ้น เช่น อาจจะมีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะได้เล็กน้อยในช่วงแรกของการทานยา และมักจะดีขึ้นหลังกินยาไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามคนที่ใช้ยาเพร็พควรจะเข้ารับการตรวจเลือดทุกๆ 3 เดือน 

ข้อควรระวัง : 

สำหรับผู้ที่สนใจทานยาเพร็พเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานทุกครั้ง และควรมีการทานยาต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อประสิทธิภาพในการต้านทางเชื้อไวรัส แต่อย่างที่ทราบว่ายาเพร็พไม่สามารถป้องกันการรับเชื้อได้ 100% ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรให้ความสำคัญกับการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ร่วมกับการใช้ยา แต่หากใครที่ยังมีข้อสงสัย และอยู่ในกลุ่มผู้ที่เหมาะสมที่จะทานยาเพร็พ สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหนึ่งในช่องทางที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย และไม่ต้องกังวลกับการเขินอายในการเข้ารับการตรวจ คือ การติดต่อมูลนิธิเพื่อรัก มูลนิธิที่ร่วมรณรงค์เรื่องการเรียนรู้และการเข้าใจด้านสุขอนามัยทางเพศที่ถูกต้อง โดยสามารถติดต่อขอคำแนะนำเพื่อปรึกษาลักษณะอาการที่เป็นอยู่ผ่านช่องทาง Line, Email รวมไปถึงการจองคิวเข้าตรวจอาการฟรี ได้ที่ www. love2test.org

ตรวจเอชไอวี..ประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

ตรวจเอชไอวี..ประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

ปัญหาการติดเชื้อเอชไอวี และเอดส์ เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตทั่วโลก และยังเป็นโรคที่คุกคามมนุษยชาติที่ร้ายแรงที่สุดโรคหนึ่งในปัจจุบันนี้ เนื่องจากยังเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ด้วยการทานยาต้านไวรัส เพื่อสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป จะดีกว่าไหมถ้าหากเราคิดจะป้องกันโรคนี้ไว้ก่อน ย่อมดีกว่าการรักษาแน่นอนใช่ไหมครับ

เอชไอวีคืออะไร?

เอชไอวี (HIV) ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง สามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการสัมผัสเชื้อโดยตรงผ่านสารคัดหลั่ง เช่น เลือด, น้ำอสุจิ, น้ำเหลือง, และน้ำนมแม่ เอชไอวีเป็นสาเหตุของ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลส์เม็ดเลือดที่จำเป็นของร่างกาย (หรือที่เรียกว่า CD4) ทำให้ระบบภูมิต้านทานล้มเหลว และทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อน

การตรวจ เอชไอวี มีกี่แบบ

การตรวจแบบ Anti-HIV​​​​ 

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในช่วงระยะเวลานานกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา โดยการตรวจหาภูมิคุ้มกัน (antibody) ของร่างกายที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองการที่มีเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย สามารถให้ผลได้ใน 1-2 ชั่วโมงหลังการตรวจ ซึ่งผลที่ได้จะเป็นผลที่ย้อนหลังไปประมาณ 1 เดือนก่อนหน้านี้

การตรวจแบบ NAT (Nucleic Acid Testing)

การหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี หรือแกนในของเชื้อ เป็นวิธีที่มีความไวที่สุด สามารถชี้วัดผลจากร่างกายย้อนหลังไปประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับความเสี่ยง วิธีนี้ใช้ในการตรวจคัดกรองเลือดผู้บริจาคโลหิต แต่ยังไม่นำมาใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสถานพยาบาล

การตรวจแบบ Rapid HIV Test

ใช้เวลาในการรอผลเพียง 20 นาทีเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะได้ผลตรวจที่เร็วกว่าวิธีอื่น ๆ แต่ก็เป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น แม้ว่าผลตรวจจะออกมาเป็นบวก (พบเชื้อ HIV) ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการตรวจซ้ำอีกครั้งด้วยวิธีการอื่นเพื่อยืนยัน

การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี

หรือ เรียกอีกชื่อว่า การตรวจแบบ NAAT – Nucleic Acid Amplification Testing จะทำการตรวจโปรตีนของเชื้อที่ชื่อว่า p24 (HIV p24 antigen testing) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ตรวจการติดเชื้อในระยะแรกที่ผู้ได้รับเชื้อยังไม่สร้างแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV) หรือมีระดับแอนติบอดีที่ต่ำจนไม่สามารถตรวจวัดได้ สามารถตรวจได้ภายหลังการติดเชื้อประมาณ 14-15 วัน

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง

HIV Self Testing เป็นอุปกรณ์สำหรับการทดสอบเชื้อไวรัสเอชไอวี ผู้ตรวจจะเก็บตัวอย่างจากเลือดที่ปลายนิ้วเพียง 1 หยด และแปลผลเบื้องต้นด้วยตัวเอง วิธีการตรวจแบบนี้ มีความเป็นส่วนตัว สามารถตรวจที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดข้าวหรือน้ำแต่อย่างใด รู้ผลภายใน 1 นาที มีความแม่น 99%

ใครบ้างที่ควรไปตรวจ เอชไอวี

  • ผู้ที่ไม่สวมใส่ถุงยางอนามัย
  • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้อื่น
  • ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • ผู้ป่วยวัณโรค
  • มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงจากการปฏิบัติหน้าที่
  • การเตรียมพร้อม ก่อนสมรส และก่อนวางแผนตั้งครรภ์

ตรวจเอชไอวี ต้องรอกี่วัน ?

หลักการตรวจเอชไอวี จะขึ้นอยู่กับช่วงระยะฟักตัว หรือ Window Period เป็นช่วงที่หากร่างกายได้รับเชื้อมาแล้วจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันออกมาเพื่อต่อสู้กับไวรัส ซึ่งหากระยะเวลาน้อยเกินไปเราก็ไม่อาจตรวจเจอเชื้อเอชไอวี ได้นั่นเอง โดยปกติมักจะใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือนถึงจะตรวจเจอระดับของภูมิคุ้มกันนี้ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งหากคุณตรวจเลือดในช่วงก่อนหน้านี้อาจไม่พบเชื้อเอชไอวี ทั้ง ๆ ที่ความจริงอาจมีเชื้ออยู่ก็ได้

วิธีการตรวจ HIVระยะ Window Periodรู้ผลภายใน
Nucleic Acid Test : NAT5-7 วัน5 วัน
Anti-HIV น้ำยา 4thGen14 วัน1 วัน
Anti-HIV น้ำยา 3thGen21 วัน1 วัน
ชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง21 วัน – 3 เดือน1 นาที

ประโยชน์ของการตรวจ เอชไอวี

การตรวจเอชไอวีสามารถนำไปสู่ชีวิตที่มีประสิทธิผลดีขึ้น เป็นก้าวแรกในการเรียนรู้สถานะเอชไอวีของคุณ และเป็นก้าวแรกในการดูแลชีวิตของคุณ โดยการตรวจคุณสามารถมั่นใจได้ว่าคุณได้รับการรักษาโรคอื่นๆ ที่อาจติดเชื้อจากไวรัสเอชไอวี คุณจะสามารถเริ่มการรักษาเอชไอวีได้  การตรวจเอชไอวีไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณควบคุมชีวิตได้ แต่ยังช่วยลดมลทินจากโรคนี้ และช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้น

  • สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที
  • ได้รับการรักษา จะทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง
  • วางแผนป้องกันคู่ของตนเองติดเชื้อ และชวนคู่ไปตรวจเลือดได้ 
  • วางแผนป้องกันการติดเชื้อไปสู่ลูกได้ 
  • ป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีได้

สามารถตรวจ เอชไอวี ได้ที่ไหนบ้าง?

คนไทยสามารถตรวจ เอชไอวี ฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง เพียงแค่มีบัตรประชาชน ก็สามารถเข้ารับการตรวจได้ เฉพาะโรงพยาบาลรัฐและศูนย์อนามัย คลินิกที่ร่วมโครงการ หรือสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกได้ ซึ่งแต่ละที่จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไป ค่าบริการประมาณ 500 – 1,000 บาท/ครั้ง และอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครที่ไม่สะดวกเดินทางไปยังสถานพยาบาลต่าง ๆ ในช่วงที่มีโควิดระบาดอยู่ในตอนนี้ การตรวจด้วย ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง (HIV SELF TEST) ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้คุณรู้สถานะเอชไอวีของตัวเองได้เบื้องต้น ช่วยลดความกังวลใจ และทำให้สามารถวางแผนการใช้ชีวิตต่อไปได้สามารถตรวจเองได้ที่บ้าน แม่นยำถึง 99 % และรู้ผลภายใน 1 นาทีเท่านั้นเอง

ปัจจุบันจะมีหน่วยงานต่างๆ ที่คอยช่วยพัฒนาวิธีการตรวจเอชไอวีให้สะดวกสบาย รวดเร็ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการตรวจ คือ การเตรียมความพร้อมของผู้ตรวจ กล้าที่จะเข้ารับการตรวจ เพราะยิ่งเข้ารับการตรวจได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งช่วยให้คุณสามารถวางแผนการใช้ชีวิตต่อไปได้เร็วขึ้น และ สบายใจขึ้น

สนใจจองคิวตรวจเอชไอวี รับ PrEP, PEP ฯลฯ สะดวก ง่าย และเป็นความลับ ได้ที่ LOVE2TEST จองฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

บทความที่เกี่ยวข้อง

5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี

เอชไอวี ตรวจเอชไอวี เอดส์ ตรวจเอดส์ เอชไอวีรักษาไทย ป้องกันเอชไอวี

ความเชื่อแบบผิด ๆ เกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี ยังคงถูกส่งต่อผ่านกันมาในสังคม โดยไม่ได้รับการหาข้อมูลที่แท้จริง ทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิด “ไวรัสเอชไอวี” ที่แต่ก่อนทุกคนเข้าใจว่า ถ้าใครที่มีเชื้อก็คือเป็นโรคเอดส์ทัน แต่ความจริงแล้วเอชไอวีเป็นเพียงไวรัสต้นเหตุที่อาจทำให้คนที่ติดเชื้อ ป่วยและโรคเอดส์ได้ในที่สุด หากผู้นั้นไม่ได้ทำการรักษานั่นเอง

วิธีการที่ทำให้ปัญหาของโรคเอดส์คลี่คลายลงไปได้ในเร็ววัน คือการที่เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการตรวจเลือดนั่นเอง เพราะการตรวจเร็ว นำไปสู่การป้องกันที่ดี และการรักษาที่รวดเร็วเช่นกัน ทำให้ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ เรียนหรือทำงานได้เหมือนคนปกติทั่วไป วันนี้ เรามีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองเชื้อเอชไอวีมาฝากกันครับ

  1. ไม่มีอาการ ก็ไม่จำเป็นต้องไปตรวจเอชไอวี
  2. ตรวจเอชไอวี เป็นเรื่องน่าอาย
  3. ตรวจเอชไอวี ต้องรอนาน เสียเวลาทั้งวัน
  4. มีแฟนคนเดียว ไม่จำเป็นต้องตรวจเอชไอวีก็ได้
  5. อายุยังไม่ถึง 18 ตรวจเอชไอวี ไม่ได้หรอก

ตรวจเอชไอวี ตรวจเอดส์ โรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซิฟิลิส การตรวจเอชไอวี วิธีตรวจเอชไอวี

ถ้ายังไม่มีอาการ ก็ไม่จำเป็นต้องไปตรวจเอชไอวีสิ!

ถือเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะความจริงแล้ว คนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี แทบจะไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมาให้เราสังเกตเห็นได้เลย ไม่สามารถมองได้จากรูปลักษณ์ภายนอก หรือตุ่มแผลใด ๆ ที่เกิดขึ้น วิธีเดียวที่จะรู้ว่าติดเชื้อหรือไม่ คือ การตรวจคัดกรองเชื้อเอชไอวีเท่านั้น โดยจะต้องคำนึงถึงช่วงระยะเวลาฟักตัวของเชื้อด้วย หรือที่เรียกว่า Window Period คุณไม่สามารถตรวจเลือดหลังเสี่ยงได้ทันที จำเป็นต้องรอระยะเวลาตามวิธีการตรวจเลือดที่แบ่งออกเป็น

วิธีตรวจระยะฟักตัวรู้ผลภายใน
NAT5-7 วัน5-7 วัน
HIV Ag/Ab (4th Gen)14 วันขึ้นไป1 วัน
Anti-HIV30 วันขึ้นไป1 วัน

อาการของผู้ติดเชื้อนั้นอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะแสดงออกมาให้เห็น และอาจมากถึง 10 ปีเลยทีเดียวกว่าจะรู้ตัว ก็เข้าสู่ภาวะโรคฉวยโอกาสไปเรียบร้อยแล้ว ยากต่อการรักษาและอาจเจ็บป่วยอย่างรวดเร็ว เพียงเพราะชะล่าใจไม่ไปตรวจเลือดครับ

ตรวจเอชไอวี เป็นเรื่องน่าอาย

การตรวจเอชไอวี ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย แต่เป็นการบ่งบอกว่า คุณดูแลสุขภาพของตนเองเป็นอย่างดี ปัจจุบัน มุมมองเรื่องเอชไอวีได้เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากมีสื่อจากองค์กรต่าง ๆ ที่ช่วยรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์มากขึ้น เพราะการตรวจเร็ว นำไปสู่ประโยชน์มากมาย ทั้งในเรื่องของการป้องกันตนเองจากเชื้อที่ถูกต้อง รวมไปถึงผู้ที่พบเชื้อ ก็จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอให้เจ็บป่วย สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่แพร่เชื่อไปสู่คู่นอน หรือกระทั่งสามารถวางแผนมีบุตรได้เหมือนคนทั่วไปครับ

ตรวจเอชไอวี ต้องรอนาน เสียเวลาทั้งวัน

การตรวจเอชไอวี ไม่จำเป็นต้องรอนานอีกต่อไป สามารถรู้ผลตรวจได้ภายในวันเดียว และคนไทยใช้สิทธิตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้งที่โรงพยาบาลรัฐอีกด้วย ขั้นตอนการตรวจไม่ยุ่งยาก เพียงแค่แจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ และแสดงบัตรประจำตัวประชาชน โดยการตรวจจะให้ผลภายใน 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น และแล้วแต่ระบบการทำงานของแต่ละสถานพยาบาลที่แตกต่างกันออกไป ผู้ตรวจจึงไม่จำเป็นต้องรอนานหลายวัน ไม่ต้องลางาน ช่วยลดความกังวล ลดความเครียดของผู้ตรวจลงไปได้มาก และช่วยให้คุณวางแผนชีวิตต่อไปได้อย่างรวดเร็วครับ

ตรวจเอชไอวีฟรีได้ที่ไหนบ้าง ?

  • คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย
  • ศูนย์บริการสาธารณสุข
  • โรงพยาบาลรัฐ ภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
  • คลินิกรักษ์เพื่อน
  • โรงพยาบาลบางรัก
  • คลินิกชุมชนสีลม @ทรอปเมด
  • คลินิกพิเศษของศูนย์ดรอปอิน
  • ศูนย์สุขภาพฟ้าสีรุ้ง รามคำแหง
  • มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ SWING ฯลฯ

มีแฟนคนเดียว ไม่จำเป็นต้องตรวจเอชไอวีก็ได้

ถึงแม้ว่าคุณจะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนเพียงคนเดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีความเสี่ยง ปัญหาที่ผู้ติดเชื้อหลายคนตรวจพบว่าตนเองมีผลเลือดบวก เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจคนรักว่าเขามีคุณเพียงคนเดียว เราไม่ต้องการสร้างความร้าวฉานให้กับคู่ของคุณ เพียงแต่ต้องการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจเอชไอวี เราไม่อาจรู้ได้ว่าคู่นอนของเรา จะมีความสัมพันธ์กับคนอื่นโดยที่เราไม่รู้หรือไม่ เพราะฉะนั้นการตรวจเลือด และการป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ถือเป็นเรื่องที่เราควรให้ความใส่ใจ หรือหากพูดคุยกับคู่นอนของคุณได้ ก็ควรชวนไปตรวจเอชไอวีพร้อมกันเลย เพื่อความมั่นใจและเมื่อรู้ผลตรวจได้วางแผนครอบครัวต่อไปได้ในอนาคตครับ

อายุยังไม่ถึง 18 ตรวจเอชไอวี ไม่ได้หรอก

แพทยสภาได้ไฟเขียวให้การตรวจเอชไอวีของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไปตรวจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ปกครอง การที่กลุ่มวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร สามารถเข้าถึงการตรวจเลือดได้ทันที จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาเอชไอวีได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะจากสถิติพบว่าเด็ก ๆ มักมีความเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวีสูง ด้วยความอยากรู้อยากลอง ในเรื่องเพศสัมพันธ์ อีกทั้งยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันที่ถูกต้อง จึงถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจเลือดโดยเร็วที่สุด เพราะเด็กบางคนก็อาจจะไม่กล้าบอกพ่อแม่ กลัวถูกทำโทษ กลัวครอบครัวไม่เข้าใจ ทั้งที่การตัดสินใจไปตรวจเลือดของเด็ก ๆ นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อไปในชีวิตของพวกเขา พ่อแม่หรือผู้ปกครองเองต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อไวรัสเอชไอวีและโรคเอดส์เสียใหม่ ว่าหากติดเชื้อก็สามารถรักษาได้ ไม่เจ็บป่วย ไม่แพร่เชื้อให้ใครได้ง่าย ๆ เมื่อยกเลิกข้อจำกัดนี้เลย ช่วยลดอุปสรรคของการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวีลงไปได้เป็นอย่างมากครับ

เอชไอวี เอดส์ HIV AIDS โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจเลือด ตรวจเอชไอวี ตรวจซิฟิลิส ตรวจหนองใน

หากคุณมีความเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน
เปลี่ยนคู่นอนบ่อย เคยใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น
ก็ควรตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว
เพราะเรื่องเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องธรรมชาติ
และเชื้อเอชไอวี ก็ไม่ได้ติดต่อกันง่ายนัก
เพียงแต่เราต้องมีความเข้าใจ
ในเรื่องของการป้องกันที่ถูกต้อง การตัดสินใจไปตรวจเอชไอวี
ก็จะช่วยให้คุณคลายความกังวล เพราะทุกวิธีการตรวจเลือดสามารถเชื่อถือได้
ที่สำคัญ หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ เพื่อความสะดวกในขั้นตอนการตรวจเอชไอวี
และปลอดภัยจากโรคครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ