ตรวจเอชไอวี สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ตรวจเอชไอวี
ตรวจเอชไอวี

ในการเผชิญกับ HIV/AIDS ตรวจเอชไอวี เป็นหนึ่งในวิธีการที่สำคัญที่สุดในการป้องกันเอชไอวี การตรวจนั้นเพื่อพยายามลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสและให้การดูแลและรักษาทันท่วงทีแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ความสำคัญของการตรวจเอชไอวี เป็นสิ่งที่สามารถระบุบุคคลที่ติดเชื้อ เพื่อทำให้สามารถเข้าถึงการรักษาและทำให้สามารถควบคุมสุขภาพของตนเองได้ แคมเปญการสร้างการรับรู้ การตระหนัก และความก้าวหน้าทางการแพทย์เอชไอวี จะทำให้เอชไอวีไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป เราจะศึกษาความสำคัญของการตรวจเอชไอวี และเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

ตรวจเอชไอวี

การตรวจเอชไอวี หมายถึงกระบวนการที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวี ในร่างกายของแต่ละคน การตรวจนั้นสามารถทำได้ผ่านวิธีต่างๆ เช่น การตรวจเลือด การตรวจน้ำลาย และการตรวจอย่างรวดเร็วที่ให้ผลลัพธ์ในเวลาไม่กี่นาที วัตถุประสงค์หลักของการตรวจเอชไอวี คือการระบุบุคคลที่ติดเชื้อไวรัสเพื่อให้ได้รับการดูแลและการรักษาที่เหมาะสมเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นและป้องกันการแพร่เชื้อ

รูปแบบของการตรวจเอชไอวี

ตรวจเอชไอวี

การตรวจเอชไอวีนิยมใช้วิธี 4 วิธีหลักๆในการตรวจคือ

ตรวจเอชไอวี แบบ Antibody

การตรวจเอชไอวีแบบ แอนติบอดี้ (Antibody) นี้เป็นการตรวจหาภูมิต้านทานที่ร่างกายผลิตเพื่อตอบสนองต่อการติดเชื้อเอชไอวี สามารถทำด้วยการเก็บตัวอย่างเลือด น้ำลาย หรือปัสสาวะ การตรวจภูมิต้านทานเป็นประเภทที่พบมากที่สุด ซึ่งรวมถึงการตรวจแบบด่วนที่ให้ผลลัพธ์ในไม่กี่นาทีและการตรวจในห้องปฏิบัติการที่อาจใช้เวลานานกว่าแต่มีความแม่นยำมากกว่า การตรวจเอชไอวีแบบ Antibody เป็นวิธีที่สะดวกและมีประสิทธิภาพในการค้นหาการติดเชื้อเอชไอวีและสามารถช่วยให้ทราบสถานะของเอชไอวีได้อย่างรวดเร็ว แต่จะมีระยะเวลาที่ต้องรอเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง โดยมักให้คำแนะนำให้ตรวจซ้ำอีกครั้งในระยะเวลาที่เหมาะสม หากมีความเสี่ยงในการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในอดีตหรือหากผลลัพธ์อยู่ในระหว่างช่วงเวลายังไม่แน่นอนสำหรับการติดเชื้อ ให้ติดต่อแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพของตนเอง

ตรวจเอชไอวีโดยการตรวจ Antigen

การตรวจเอชไอวีแบบ แอนติเจน (Antigen) เป็นการตรวจหาโปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นโดยเชื้อไวรัสเอชไอวีเอง เรียกว่า Antigen P24 ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกิดขึ้นในระยะต้นของการติดเชื้อเอชไอวีและเป็นสิ่งที่แสดงความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ การตรวจแอนติเจน P24 เป็นวิธีการตรวจที่มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการค้นหาการติดเชื้อเอชไอวี ในช่วงเริ่มต้นของการติดเชื้อ โดยส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกับการตรวจภูมิต้านทาน HIV (Antibody Test) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย การทดสอบแอนติเจน P24 มักจะนำมาใช้ในการตรวจแบบรวดเร็ว โดยการเจาะเลือดหรือเก็บตัวอย่างน้ำลาย และสามารถให้ผลลัพธ์ภายในเวลาไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงได้

ตรวจเอชไอวีแบบ NATs

การตรวจเอชไอวีแบบ Nucleic Acid Tests (NATs) เป็นการตรวจหาสารสารพันธุกรรม (RNA) ของเชื้อไวรัสเอชไอวี ในตัวอย่างเลือด เป็นการตรวจที่มีความรวดเร็วและมีความแม่นยำสูงในการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี โดยพบว่า NATs มักให้ผลการตรวจมีความรวดเร็วมากกว่าการตรวจเอชไอวีแบบภูมิต้านทาน (Antibody Test) และแอนติเจน (Antigen Test) โดย NATs สามารถตรวจหาการติดเชื้อได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่า นอกจากนี้ NATs ยังมีความสามารถในการตรวจจับการติดเชื้อในระยะเวลาที่เริ่มต้นของการติดเชื้อเอชไอวี การตรวจเอชไอวีแบบ NATs มักใช้ในกรณีที่ต้องการการยืนยันการติดเชื้อ HIV หลังจากผลการทดสอบอื่น ๆ เช่น การตรวจแอนติเจนหรือภูมิต้านทานแล้วมีผลเป็นบวก

ตรวจเอชไอวีแบบ Rapid HIV Test

ตรวจเอชไอวีแบบ Rapid HIV Test เป็นการตรวจที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปจะใช้ตัวอย่างน้ำลายหรือเลือด การตรวจแบบ Rapid HIV Test มักจะให้ผลลัพธ์ในเวลาเพียงไม่กี่นาที โดยไม่ต้องส่งตัวอย่างไปที่ห้องปฏิบัติการ และผู้ที่ทำการตรวจสามารถรับผลลัพธ์ได้ในทันที การตรวจเอชไอวีแบบ Rapid HIV Test มักใช้ร่วมกับการตรวจภูมิต้านทาน (Antibody Test) ซึ่งตรวจหาการตอบสนองของร่างกายต่อเชื้อไวรัสเอชไอวี การตรวจแบบ Rapid HIV Test มักให้ผลลัพธ์ได้สะดวกรวดเร็ว ทำให้เหมาะสำหรับการใช้ในบริการที่มีความต้องการในการตรวจสอบการติดเชื้อโดยรวดเร็ว เช่น อนามัย หรือในโครงการการป้องกันและควบคุมโรคที่จัดทำโดยองค์การสาธารณสุขต่างๆ เพื่อการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีในประชาชนทั่วไปได้ง่ายขึ้น

ตรวจเอชไอวี โดยใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง HIV Self-Testing

การตรวจเอชไอวีโดยใช้ชุดตรวจด้วยตนเองหรือ HIV Self-Testing เป็นวิธีการตรวจที่ให้ผู้ทดสอบสามารถทำการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเองได้ ชุดตรวจด้วยตนเองประกอบด้วยชุดตรวจและคู่มือการใช้งาน ที่ช่วยให้ผู้ตรวจสามารถเก็บตัวอย่างและทำการตรวจตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคู่มือได้อย่างถูกต้อง วิธีการใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองมักเป็นไปได้ง่ายและไม่ซับซ้อน และต้องทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในคู่มือการใช้งาน หลังจากทำการตรวจเสร็จสิ้น ผู้ทดสอบจะได้รับผลลัพธ์ภายในเวลาไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง และสามารถตีความผลลัพธ์ได้ด้วยตนเอง การตรวจเอชไอวีด้วยตนเองช่วยให้ผู้ตรวจได้รับผลลัพธ์อย่างรวดเร็วและเพิ่มความสะดวกสบายในการตรวจสอบสุขภาพของตนเองได้อย่างเป็นส่วนตัว

ผลตรวจเอชไอวีบ่งบอกอะไรบ้าง

ผล ตรวจเอชไอวี สามารถแบ่งออกเป็นผลลัพธ์เชิงลบ (Negative) และผลลัพธ์เชิงบวก (Positive) ดังนี้:

ผลลัพธ์เชิงลบ (Negative Result)

หากผลการตรวจแสดงผลลัพธ์เชิงลบ หมายความว่าไม่พบการติดเชื้อเอชไอวีในตัวอย่างที่ได้ทำการตรวจสอบผู้ตรวจที่ได้รับผลลัพธ์เชิงลบแล้ว ยังคงต้องระมัดระวังและติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหากเคยมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อในอดีตหรือมีความเสี่ยงในอนาคต

ผลลัพธ์เชิงบวก (Positive Result)

หากผลการตรวจแสดงผลลัพธ์เชิงบวก หมายความว่าพบการติดเชื้อเอชไอวีในตัวอย่างที่ได้ทำการตรวจสอบผู้ตรวจที่ได้รับผลลัพธ์เชิงบวกจำเป็นต้องพบแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพเพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การรักษาอย่างถูกวิธี และการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

การตรวจเอชไอวีมีความสำคัญอย่างมากในการรักษาสุขภาพ หากมีคำถามหรือข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับผลการตรวจ ควรปรึกษาแพทย์หรือเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมและควรตรวจซ้ำอีกครั้งตามความเห็นของแพทย์เพื่อความถูกต้องของผลตรวจ

หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวีควรทำอย่างไร

  • พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเข้ารับการรักษาทันที: พบแพทย์หรือศูนย์บริการเอชไอวีในพื้นที่ของคุณทันที เพื่อขอคำปรึกษาและการรักษาที่เหมาะสม แพทย์จะช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม
  • เริ่มรับการรักษา (ART): การรักษา HIV ในปัจจุบันมีการให้ยากลุ่ม Antiretroviral Therapy (ART) ที่ช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสและทำให้ CD4 เพิ่มขึ้น ลดความเสี่ยงในการพัฒนาเป็นโรคเอดส์ และเพิ่มขึ้นคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำการรักษา: สำหรับการรักษาด้วยยา ART ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมถึงการรับประทานยาตามตารางเวลาที่กำหนด และไม่ควรหยุดยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์
  • ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส: ควรใช้ถุงยางอนามัยในทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไปยังผู้อื่น

ใครบ้างที่ควร ตรวจเอชไอวี

  1. มีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย
  2. มีเพศสัมพันธ์ร่วมกันหลายคน
  3. ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  4. ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  5. พนักงานด้านการให้บริการทางเพศ
  6. ผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง
  7. หญิงตั้งครรภ์

การเข้าถึงการตรวจเอชไอวีอย่างง่ายดาย

เราสามารถเข้าถึงบริการตรวจเอชไอวีได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วโดยผู้ใช้สามารถใช้แอปพลิเคชัน Love2Test เพื่อทำการจองคิวออนไลน์สำหรับการตรวจเอชไอวีได้โดยไม่ต้องติดต่อศูนย์บริการด้วยตนเอง แอปพลิเคชันนี้มีคุณสมบัติในการค้นหาสถานที่ที่มีการตรวจเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใกล้บ้าน และช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกที่จะนัดหรือเดินทางไปยังสถานที่ตรวจได้ตามความสะดวกของตนเอง โดยแอปพลิเคชัน Love2Test เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่มุ่งเน้นให้การตรวจเอชไอวีเป็นสิ่งที่สะดวกสบายและเข้าถึงได้ง่ายแก่ทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี และเป้าหมายของแอปพลิเคชันนี้คือการเพิ่มการเข้าถึงและการใช้บริการการตรวจเอชไอวีในสังคมสร้างสังคมที่ไร้ปราศจากเอชไอวี

สุดท้ายแล้วการตรวจเอชไอวีเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในการป้องกันเอชไอวี เพราะสามารถรับรู้สถานะของตนเอง เป็นวิธีที่สำคัญในการคัดกรองเชื้อ รับรู้สถานะ เข้ารับการรักษา และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอชไอวีในสังคม

HIV กับวิธีป้องกันในปี 2024

HIV Prevention 2024
HIV Prevention 2024

ในการต่อสู้กับ HIV อย่างยาวนาน การพัฒนาวิธีป้องกันนั้นมีบทบาทสำคัญในการลดอัตราการแพร่เชื้อและปรับปรุงสุขภาพของผู้คนโดยรวม ในปี 2024 การพัฒนาล่าสุดในกลยุทธ์ป้องกันเอชไอวีส่งผลกระทบต่อชุมชนทั่วโลกการดำเนินการต่อไปในการป้องกันเอชไอวี ในปี 2024 ต้องเน้นไปที่การเข้าใจและการรับรู้ของประชากรทั่วไปเกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีการป้องกันเอชไอวี การศึกษาและการแนะนำที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ PrEP และ PEP มีความสำคัญอย่างมากเพื่อให้รับรู้ถึงตัวเลือกที่มีอยู่และสามารถทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

เข้าใจเกี่ยวกับ HIV

Human Immunodeficiency Virus หรือเอชไอวี คือไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นปัญหาสำคัญในด้านสุขภาพทั่วโลก เมื่อเชื้อไวรัสนี้เข้าสู่ร่างกาย มันจะทำลายเซลล์ (CD4 cells) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อมีจำนวนของเซลล์ CD4 ลดลงมากพอ ร่างกายจะไม่สามารถต้านทานโรคและการติดเชื้ออื่น ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

การติดเชื้อเอชไอวี สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านพฤติกรรมเหล่านี้ เช่น

  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกัน :การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางในชายกับชายหรือชายกับหญิง เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
  • การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ:การมีคู่นอนหลายคนหรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆนั้นทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีสูงเนื่องจากเราไม่สามารถทราบได้ว่าคู่ของเรามีเชื้อเอชไอวีหรือไม่ซึ่งนั่นทำให้เกิดความเสี่ยงมาก
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น :การใช้เข็มยาฉีดสารเสพติดร่วมกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อใหม่ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีการล้างเข็มฉีดหรือใช้เข็มฉีดที่ไม่สะอาด
  • การติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกระหว่างการคลอด :การตั้งครรภ์และการคลอดโดยแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวี ทำให้มีโอกาสส่งผ่านเชื้อไวรัสไปยังทารกได้

หากติด HIV แล้วควรทำอย่างไร

หลังจากที่คุณทราบว่าตรวจพบเชื้อเอชไอวี ควรพบแพทย์อย่างรวดเร็วเพื่อเริ่มการรักษาที่เหมาะสม การเริ่มรักษาอย่างรวดเร็วสามารถช่วยควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสและลดความเสี่ยงในการเป็นโรค AIDS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับยากลุ่ม Antiretroviral Therapy (ART) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสที่สำคัญสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ART ช่วยควบคุมการเจริญเติบของเอชไอวี และลดการส่งต่อเชื้อไวรัส และควรปฎิบัติตามวิธีการทานยาอย่างถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

HIV

การป้องกันเอชไอวีในปัจจุบัน

การใช้ถุงยางอนามัย

การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เป็นวิธีการป้องกันที่มี ประสิทธิภาพมากที่สุด ในการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis)

PrEP เป็นยาต้านไวรัสที่ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีสำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง เช่น คู่ที่มีคู่สมรสที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือบุคคลที่มีกิจกรรมเพศที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งใช้ก่อนรับความความเสี่ยงและไม่มีเชื้อเอชไอวีเท่านั้น

การตรวจ HIV

การตรวจเอชไอวีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น การทราบสถานะเอชไอวีของตนเองช่วยให้สามารถรับการรักษาได้ทันท่วงที และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสให้แก่ผู้อื่น

PEP(Post-Exposure Prophylaxis)

PEP เป็นการให้ยาต้านไวรัส หลังจาก เหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี เช่น การโดนเข็มฉีดยาที่มีเลือดของคนที่ติดเชื้อเอชไอวี การเริ่มรับยา PEP โดยเร็วหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เสี่ยงจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรับรู้และการเข้าถึงบริการที่มีประสิทธภาพ

การเข้าใจและการรับรู้เกี่ยวกับเอชไอวี และการป้องกันมีความสำคัญในการลดการแพร่กระจายของโรค การศึกษาและการเข้าถึงบริการที่สะดวกสำหรับ PrEP และ PEP เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเพื่อให้บุคคลสามารถเข้าถึงการป้องกันและรักษาได้

HIV

ประโยชน์ของการป้องกัน HIV

ประโยชน์ของการป้องกันเอชไอวี ทำให้มีการติดเชื้อใหม่น้อยลง ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์สุขภาพทางเพศที่ดีขึ้นสำหรับแต่ละบุคคล เนื่องจากไม่ต้องพบกับภาวะทางร่างกายและอารมณ์จากการมีเชื้อเอชไอวี ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ โดยการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี จะลดความจำเป็นในการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี รวมถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) และการรักษาโรคที่เกี่ยวกับ AIDS จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้

อนาคตการป้องกันเอชไอวีจะเป็นอย่างไร

ความก้าวหน้าในการรักษาและการป้องกัน การรักษาด้วยยาต้านไวรัสยังคงเป็นหลักการในการรักษาเอชไอวีด้วยการศึกษาและพัฒนาต่อไป มีการใช้วิธีการรักษาใหม่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำเสนอการป้องกันไวรัสที่ดีกว่าและมีผลข้างเคียงน้อยลง นอกจากนี้ แนวคิดของ “การรักษาเพื่อการป้องกัน” (TasP) ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเน้นความสำคัญของการตรวจวินิจฉัยและเริ่มการรักษาโดยเร็วเพื่อป้องกันการแพร่กระจายต่อไป

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันเอชไอวี

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันเอชไอวีมีความสำคัญอย่างมากในยุคปัจจุบัน โดยมีหลายวิธีที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเชื้อไวรัสเอชไอวี ได้ดังนี้:

  1. แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการส่งเสริมการศึกษาและการเข้าถึงข้อมูล: การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชันมือถือ หรือสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อการส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับเอชไอวี และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันและการรักษาเชื้อไวรัส มีความสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์
  2. การตรวจเอชไอวีแบบออนไลน์: เทคโนโลยีที่ทำให้สามารถส่งผลตรวจเอชไอวี แบบออนไลน์หรือผ่านแอปพลิเคชันได้ มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความสะดวกสบายและการเข้าถึงบริการสำหรับผู้คนที่อาจมีความไม่สะดวกหรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการแบบออนไซด์ได้
  3. การใช้แอปพลิเคชันสำหรับการติดตามและการเรียนรู้เกี่ยวกับการเข้าถึง PrEP: แอปพลิเคชันสามารถใช้เพื่อช่วยในการติดตามและจัดการการทานยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) ที่ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีนอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันที่จะช่วยในการเรียนรู้และเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับ PrEP และอื่นๆ
  4. การใช้แอปพลิเคชันเพื่อการค้นหาบริการทางการแพทย์: การใช้แอปพลิเคชันที่ช่วยในการค้นหาบริการทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้และเป็นมิตรต่อกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด หรือบริการที่เชื่อถือได้สำหรับการตรวจเอชไอวีและรับการรักษาอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันที่ช่วยในการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจเอชไอวีและรวบรวมคลินิกบริการตรวจเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วประเทศไทย ทั้งหมดไว้ที่นี่ LOVE2TEST

การป้องกันเอชไอวีในปี 2024 ต้องการการร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม การเข้าใจและการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันที่มีอยู่ การเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพการใช้งานแบบหลากหลาย มุ่งเน้นสู่ความสำเร็จ เริ่มจากมาตรการทางการแพทย์จนถึงกลยุทธ์เช่น PrEP และ TasP มีเครื่องมือหลากหลายให้ใช้งานในการต่อสู้กับการแพร่กระจายของเอชไอวี และการลดความความเสี่ยงโดยการกำจัดปัจจัยที่สร้างความเสี่ยง จะทำให้เราสามารถก้าวไปสู่อนาคตที่การติดเชื้อเอชไอวีน้อยลงและทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาและการดูแลรักษาที่เหมาะสมได้

โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ในผู้ป่วยเอชไอวีที่พบได้บ่อย

โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ในผู้ป่วยเอชไอวีที่พบได้บ่อย
โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ในผู้ป่วยเอชไอวีที่พบได้บ่อย

การติดเชื้อโรคฉวยโอกาส หรือภาวะแทรกซ้อน ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับคนปกติทั่วไป แต่จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลง หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยโรคเอดส์ อาจป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาส ได้พร้อมกันมากกว่า 1 โรค

โรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรือภาวะแทรกซ้อน คือ

ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรืออาการภาวะแทรกซ้อนระยะเริ่มต้น คือ ผิวหนังเป็นเริม งูสวัสดิ์ ฝี เชื้อรา ผื่น กลากเกลื้อน แผลเรื้อรัง ลิ้นเป็นฝ้าขาว แบบโรคเชื้อรา เป็นไข้ และไอเรื้อรัง แบบวัณโรคปอด เป็นไข้ ไอ หอบ แบบปอดอักเสบ เป็นไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง ก้มไม่ได้ (ก้มยาก) แบบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แขน ขา ชา อ่อนแรง แบบไขสันหลังอักเสบ ซีด มีจุดแดง จ้ำเขียว หรือเลือดออก แบบโรคเลือด ท้องเดินเรื้อรัง แบบมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรือภาวะแทรกซ้อน ที่อาจพบได้ และค่อนข้างเป็นอันตราย ได้แก่

  • วัณโรค (Tuberculosis-TB) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำลายปอดและทำให้ให้เยื่อหุ้มอักเสบ วัณโรคเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่คร่าชีวิตผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลก
  • เริม โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้มีการอักเสบบริเวณปากหรืออวัยวะเพศจากการติดเชื้อไวรัส อาจเกิดแผลอักเสบรุนแรงขึ้นจากระบบภูมิคุ้มกันที่บกพร่องในภาวะเอดส์
  • งูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัส มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำขนาดเล็กกระจายตามแนวเส้นประสาทซีกหนึ่งของร่างกาย  จะปวดแสบปวดร้อนหรือคัน ต่อมาตุ่มน้ำจะแตก กลายเป็นสะเก็ดและหลุดไป
  • ตุ่มพีพีอี อาจเกิดจากการแพ้ยา ผื่นมักจะแดง นูน กระจายทั่วตัว และคันมาก หรือเกิดจากการแพ้สารเคมีต่างๆ หรือแพ้แมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ยุงกัด จะมีตุ่มคันรุนแรงกว่าคนปกติ
  • ปอดอักเสบพีซีพี เกิดจากเชื้อรานิวโมซิสติส จิโรเวซิไอ หรือ พีซีพี ทำให้เป็นโรคปอดบวม
  • เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง เป็นโรคที่เกิดการติดเชื้อที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราบริเวณเยื่อหุ้มที่หุ้มรอบสมองและไขสันหลังจนทำให้บริเวณดังกล่าวอักเสบบวม 
  • ฝีที่สมอง เกิดขึ้นจากเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดอาการอักเสบที่สมองมีลักษณะการก่อตัวของเชื้อเป็นฝี หนอง ในเนื้อสมองที่สามารถส่งผลต่ออาการผิดปกติของระบบประสาท และสามารถอันตรายร้ายแรงถึงเสียชีวิตได้หากเกิดการแตกของฝีในสมอง
  • โรคคริปโตค็อกคัสในระบบประสาท  เกิดจากเชื้อราคริปโตค็อกคัส ที่อยู่ในน้ำไขสันหลัง ผู้ป่วยจะค่อย ๆ เกิดอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ภาวะปอดอักเสบจากเชื้อรา   ปอดอักเสบจากเชื้อรามักจะพบเชื้อราที่ก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบ
    การติดเชื้อรา และเกิดแผลอักเสบที่บริเวณปาก ภายในลำคอ หรือในช่องคลอด
    อุจจาระร่วงจากโปรโตซัว   เกิดจากโปรโตซัวเป็นปรสิตเซลล์เดียวที่รบกวนระบบทางเดินอาหารทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงได้
  • การติดเชื้อฉวยโอกาสจากแบคทีเรีย ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ มีปัญหาในระบบย่อยอาหาร และน้ำหนักตัวลด
  • การติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส   ทำให้มีอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับดวงตาจนอาจนำไปสู่การตาบอด เกิดแผลเป็นหนองอักเสบ และอาการท้องร่วงรุนแรงได้ด้วย
  • โรคมะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีอาการต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อเอชไอวี จนเกิดเป็นเซลล์มะเร็งลามไปทั่วต่อมน้ำเหลือง ทั้งบริเวณลำคอ รักแร้ หรือตามข้อพับต่าง ๆ นอกจากนี้ ในบางรายอาจเป็นมะเร็งหลอดเลือดคาโปซี ที่เกิดเซลล์เนื้อร้ายก่อตัวขึ้นในเนื้อเยื่อผนังหลอดเลือด เกิดเป็นบาดแผลสีแดง หรือสีม่วงตามผิวหนัง

บทความที่เกี่ยวข้อง

สาเหตุของการติดเชื้อโรคฉวยโอกาส
คุณติดเชื้อเอชไอวีไหมจะรู้ได้ยังไง

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ :

  • โรคฉวยโอกาสที่แฝงมากับเอดส์ https://www.facebook.com/livtoyou/posts/1686095878097416/
  • ภาวะแทรกซ้อนของ เอดส์ https://www.pobpad.com/เอดส์/ภาวะแทรกซ้อนของเอดส์

U = U (ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่)

U = U (ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่)
U = U (ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่)

เมื่อเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าไปสู่ร่างกาย จะเข้าทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกาย จึงทำให้ผู้ป่วยมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงจนในที่สุด ร่างกายของผู้ป่วย ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ และอาจเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ เช่น วัณโรค เชื้อรา ปอดบวม เป็นต้น โดยส่วนมากผู้ป่วยจะมีปริมาณของไวรัส ในเลือดมากกว่า 200-1,000 ตัว ต่อซีซีของเลือด แต่ะเมื่อได้เข้ารับการรักษา ทำให้มีปริมาณของเชื้อไวรัส ในเลือดต่ำกว่า 50 ตัวต่อซีซีของเลือด โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เราจะเรียกกันว่า ตรวจไม่เจอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เชื้อที่อยู่ภายในร่างกายได้หมดไปแล้ว เพียงแต่ จะมีปริมาณที่เหลือน้อยมาก ๆ จนทำให้ตรวจไม่เจอ

U=U คืออะไร

U = U หรือ Undetectable = Untransmittable  หรือ ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่

U ตัวแรกคือ Undetectable หมายถึง ตรวจไม่เจอเชื้อ

U ตัวที่สองก็คือ Untransmittable หมายถึง ไม่สามารถแพร่เชื้อต่อได้ 

หมายถึง ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี แล้วกินยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว และทานยาตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง จนกดปริมาณไวรัสให้มีจำนวนลดลงจนถึงระดับที่ไม่สามารถตรวจหาไวรัสในเลือดพบ คือ ผลการตรวดวัดเชื้อเอชไอวีในเลือดของผู้ติดเชื้อมีค่าน้อยกว่า 50 copies/mm3 (อาจมีค่าน้อยกว่า 40 หรือ 20 copies/mm3 ขึ้นกับความสามารถของชุดตรวจ)  และมีหลักฐานชัดเจนว่า คนเหล่านี้จะไม่แพร่เชื้อไปสู่คู่นอนของตัวเอง แม้จะไม่ได้หายขาดจากโรคเอดส์ หรือทางเพศสัมพันธ์แม้จะไม่ใส่ถุงยางอนามัย

ตรวจเอชไอวี ไม่เจอ เป็นเพราะอะไร

การที่จะสามารถแพร่เชื้อเอชไอวีได้นั้น จะต้องมีปริมาณของเชื้อไวรัสมากพอสมควร คือ ต้องมีปริมาณไวรัสในเลือดตั้งแต่ 200 – 1,000 copies/ซีซีของเลือด จึงจะสามารถแพร่เชื้อได้  กรณีที่จะตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวี มีดังนี้

1. กรณีตรวจเอชไอวี ไม่พบเชื้อ เพราะตรวจเร็วเกินไป ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงมา บางบุคคลอาจจะใจร้อน รีบตรวจเกินไป ซึ่งการตรวจเอชไอวีที่ดีนั้น จะมีระยะเวลา และวิธีที่เหมาะสม และเวลาที่ได้รับความเสี่ยงมา โดยประมาณ 1 เดือนหลังจากได้รับความเสี่ยง ถึงจะค่อนข้างน่าเชื่อถือ สำหรับการตรวจรอบแรก การตรวจเอชไอวีรอบแรกหากตรวจไม่พบ ก็ควรจะตรวจซ้ำอีกครั้งที่ทุกๆ 30 วัน เป็นเวลา 3 เดือน หากไม่พบเชื้อถึงจะสามารถปิดเคสได้

2. กรณีตรวจเอชไอวี ไม่พบเชื้อ เนื่องจากรับประทานยาต้านไวรัส ผู้ที่รับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ในทุกๆ วัน มานานกว่า 6 เดือนขึ้นไป อาจจะตรวจไม่เจอเชื้อ (undetectable) เพราะปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีในเลือดต่ำกว่า 50 coppies / ซีซีของเลือด ซึ่งมีปริมาณน้อยจนตรวจไม่พบ และไม่แพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้ 

การมีเพศสัมพันธ์แบบหลายคู่นอนของกลุ่มคน U = U มีความเสี่ยงหรือไม่อย่างไร

ความเสี่ยงยังมีอยู่ เพราะหากมีเพศสัมพันธ์ในกลุ่ม U = U อาจจะป้องกันความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีได้ แต่ยังมีความเสียงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ หรือการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ที่ไม่สามารถป้องกันได้หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช่ถุงยางอนามัย

การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยในกลุ่มคน U = U

ถ้าจะไม่ใส่ถุงยางอนามัยกับคู่ของตนเอง เพราะเหตุจำเป็น เช่น ไม่มีถุงยาง ถุงยางแตก หรืออยากมีบุตรตามธรรมชาติ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเป็นกังวลหรือโทษตัวเอง และเป็นการทำให้ผู้ติดเชื้อมีความมั่นใจและชีวิตครอบครัวมีความสุขมากขึ้น ส่วนการตัดสินใจว่าจะใส่หรือไม่ใส่ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์แต่ละครั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม และการยินยอมพร้อมใจกันของคนทั้ง 2 คน ว่าต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร เป็นกังวลเรื่องอะไร เช่น เป็นกังวลเรื่องตั้งครรภ์ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เพราะ การอยู่ในสถานะตรวจไม่เจอเชื้อ ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ ถ้าไม่ใส่ถุงยางอนามัย  เช่น ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ไวรัสตับอักเสบ บี และซี ได้

การติดเชื้อเอชไอวีซ้ำซ้อนในกลุ่มคน U=U

ตั้งแต่มีการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยยาต้านไวรัสอย่างแพร่หลายในปจจุบัน พบว่ายังไม่มีรายงานการติดเชื้อเอชไอวีซ้ำซ้อน หรือติดเชื้อดื้อยา จากคนอื่นในผู้ที่กินยาต้านไวรัสจนตรวจไม่พอเชื้อแล้วเลย

U=U เหมาะกับใคร

U=U เหมาะกับใคร?

  • เหมาะกับคนที่ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาอย่างถูกต้อง ที่จะมั่นใจได้ว่าจะไม่ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีให้ใครได้อย่างแน่นอน
  • เหมาะกับคู่ของคนที่ติดเชื้อเอชไอวี U=U แล้ว เพราะ มั่นใจได้ว่าเป็นวิธีการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่ดีที่สุด

ประโยชน์ของ U = U

  • สำหรับผู้ติดเชื้อ มีแรงจูงใจในการกินยาต่อเนื่อง หมั่นไปตรวจหาปริมาณไวรัสในเลือดทุกปีตามสิทธิ์ และทำให้รับรู้สถานะของตนว่า ตรวจไม่เจอจริงหรือไม่ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น มีครอบครัวได้ สุขภาพจิตดีขึ้น มีความมั่นใจตนเองมากขึ้น กล้าตัดสินใจเปิดเผยผลเลือดของตนให้คู่นอนทราบ กล้าชวนคู่ไปตรวจเอชไอวี กล้าตัดสินใจตั้งครรภ์ และเลิกโทษตัวเองว่าอาจเป็นเหตุทำให้คู่ของตนติดเชื้อ เพราะไม่สามารถใส่ถุงยางอนามัยได้ทุกครั้ง รวมถึงลดความกลัวในการคุยกับหมอ เช่น หากหมอถามว่าใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งหรือเปล่า ก็ตอบว่าใส่ทุกครั้งเพราะเกรงใจหมอ ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตจริงทำไม่ได้ทุกครั้ง

  • สำหรับคนทั่วไป ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือผู้ที่ไม่เคยไปตรวจเลือดเลย กล้าที่จะไปตรวจและเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาในทันทีหากตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี นำไปสู่รักษาจนตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวี นอกจากจะไม่ป่วยแล้ว ยังสามารถมีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป

  • สำหรับสังคม  เมื่อสังคมมีความเข้าใจเรื่อง U = U แล้ว อาจทำให้การรังเกียจ และกีดกันผู้ติดลดลง สนับสนุนให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษา ไม่มีเหตุผลในการห้ามไม่ให้เข้าทำงาน เพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการรักษาแล้ว ไม่เป็นอันตรายต่อคู่นอนของเขาแม้จะไม่ใส่ถุงยางอนามัยก็ตาม และไม่เป็นอันตรายต่อคนในที่ทำงาน อีกทั้งผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัส จะมีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุขัยเท่าคนอื่น ๆ ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรได้ไม่แตกต่างจากคนที่ไม่ติดเชื้อ และไม่เพิ่มภาระค่ารักษาพยาบาลให้กับองค์กร เพราะรัฐรับภาระการรักษาพยาบาลให้ผู้ติดเชื้อทุกคน  

การทำความเข้าใจกับผู้ติดเชื้อHIV ที่เป็นกลุ่ม U=U

คือ ผู้ติดเชื้อต้องกินยาต้านไวรัสเป็นอย่างดีต่อเนื่องตรงเวลาจนตรวจไม่เจอเชื้อไวรัสในเลือดแล้ว จึงจะไม่แพร่เชื้อให้กับใครได้ แต่ความเป็นจริงเชื้อยังคงอยู่ในเลือดอยู่ และผู้ติดเชื้อยังต้องกินยาต้านไปตลอดชีวิต ดังนั้นการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด แต่การทานยาต้านก็เป็นเพียงการรักษา และป้องกันเอชไอวีเท่านั้น 

แต่อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ เมื่อไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย ก็มีความเสี่ยงในเรื่องการตั้งครรภ์ เพราะ กรณีแม่ที่ติดเชื้อแม้ผลเลือดจะเป็นตรวจไม่เจอเชื้อ ก็ยังคงต้องกินยา ลูกที่คลอดออกมาก็ต้องกินยาป้องกันเหมือนเดิม รวมไปถึงการที่แม่ผู้ติดเชื้อไม่สามารถให้นมบุตรได้ เพราะเชื้อเอชไอวียังถูกส่งผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูกได้อยู่ถึงแม้ว่าผลเลือดของแม่จะเป็นตรวจไม่เจอเชื้อ ก็ตาม  และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน ฯลฯ

เพราะฉะนั้นการไปตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีเร็วจึงมีประโยชน์ ทำให้ทราบสถานะผลเลือดโดยเร็ว เมื่อผลเลือดบวกก็เข้าสู่การรักษาโดยเร็ว ทำให้มีสุขภาพที่ดี ใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนที่ไม่มีเชื้อ และต้องเน้นย้ำกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี คือ ผลเลือดตรวจไม่เจอเชื้อ แต่ในร่างกายยังคงมีเชื้อเอชไอวี หากยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ การใช้ยา PrEP / PEP ก็ไม่สามารถให้ผลป้องกันได้ 100% และการใช้ถุงยางอนามัยยัง ก็ยังคงมีความสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ที่ถึงแม้จะรักษาให้หายขาดไม่ได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตรวจเอชไอวีไม่เจอ มาจากสาเหตุใดบ้าง?
ความสัมพันธ์ของค่า CD4 กับ Viral load ในผู้ป่วยเอชไอวี

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ :

  • ข้อเท็จจริง : เรื่อง U = U https://www.redcross.or.th/news/information/9847/
  • รู้ทันเอชไอวี U=U คืออะไร https://th.trcarc.org/uu-คืออะไร/
  • ตรวจเอดส์ ไม่เจอ เกิดขึ้นจากอะไร https://www.thaihivtest.com/ตรวจเอดส์-ไม่เจอ/
  • U=U คืออะไร และการทำความเข้าใจกับผู้ติดเชื้อ HIV https://mobile.swiperxapp.com/pmt-article-uu-hiv/